วันนี้มาอะไรแปลกนะคะวันนี้มันอาจจะไร้สาระนะคะ แต่มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆหนึ่งที่เกิดมาแล้วต้องเจอกับเรื่องหลายๆรูปแบบไปด้วยกัน ทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายไปด้วยกันอันนี้เป็นเพียงแค่หนึ่งหน้ากระดาษสำหรับชีวิตคนเพียงคนหนึ่งเท่านั้น แต่ก็ขอถ่ายทอดมันผ่านข้อความไปแล้วกันนะคะ

เรื่องที่หนึ่ง : ประสบการณ์ระหว่างเพื่อนในรั้วเดียวกันที่ผมสั้นและไม่พ้นวัยใช้บัตร

    เรื่องนี้คือมิตรภาพของความเป็นเพื่อนกันในช่วงสามปีที่อยุ่ในรั้วของนักเรียนม.ต้นค่ะแล้วห้องของเราได้รับการยอมรับจากครูว่าเป็นห้องที่รองคิงก็จริง แต่ว่าความประพฤตินั้นต่ำกว่าห้องบ๊วยเสียอีกเพราะว่าเป็นห้องม.3/2 ที่คุณครูประจำวิชาหนักใจมากที่สุดและเป็นห้องที่ทำชื่อของม.ให้เสื่อมเป็นอันดับต้นๆของโรงเรียนรองมาจากอุตสาหกรรมรุ่นสุดท้ายก็ว่าได้ เพราะห้องของเรามีนักเรียนมีนักเรียนประมาณ 40 กว่าคน แยกเป็นเด็กเรียนประมาณ 5 คนว่าได้นอกจากนั้นก็กลุ่มกลางๆ (รวมเราด้วยประมาณ 10 กว่าคน) นอกจากนั้นอีก 20 กว่าคนก็แบ่งกัน ผู้ชายประมาณ 80 % เป็นเด็กที่อยู่ในกลุ่มของผู้มีอิทธิพลตั้งแกงค์กันตามความดังและอิทธิพลของบุคคลหนุนหลังกัน ส่วนผู้หญิงบางก็มีเรื่อง หาเรื่องกันเองไปหาเรื่องเพื่อนคนอื่นบ้างก็มี แต่เพื่อนในห้องกับรักกันเองค่ะพวกเราทุกคนเลือกที่จะปกป้งกัน จนการพกระเบิด หรือปืนปากกามานั่งเรียนภายในห้องโดยเก็บไว้ในกระเป๋าถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว(แต่เราก็อบกลัวนะ 555) แต่ที่ร้ายแรงที่สุดก้คือการที่เพื่อนผู้ชายในห้องได้ไปมีเรื่องจนเกือบขึ้นโรงขึ้นศาลเตี้ยค่ะแล้วครูก็ลั่นวาจาว่าถ้าไม่เลิกทำแบบนี้กันอีก จะขอลาออกจากการเป็นครูที่ปรึกษา(พอครุคนนี้เป็นครูที่เข้าใจห้องของติ๊กทั้งหมดค่ะว่าทำไปเพราะความคะนองเท่านั้น) พวกเราจึงค่อยๆปรับตัวกันและพยายามทำดีกันให้ครูๆคนอื่นเห็นถึงแม้มันจะน้อย ถึงแม้จะดีขึ้นแต่ความกวนๆตามประสาวัยรุ่นก็ไม่ได้หมดไปหรอกค่ะ ฮิฮิ บางคนก็ขึ้นห้องปกครองเพราะเล่นบระทัดกันในห้องน้ำ ไม่ก็ต่อยกัน แล้วก้ที่โดนหนักที่สุดคือ เล่นไพ่กันในห้องเรียนค่ะ ฮิฮิ รุ่นพวกเราแสบมั้ย ถึงอายุจะยังไม่ดทำบัตรกันเลย 555

เรื่องที่สอง เหตุการณ์ในช่วงรั้วกระดปรงบาน-ขาสั้น

   เรื่องที่หนึ่ง: ต้องใช้ความเสแสร้งเพื่อกาเอาตัวรอด(ในแบบที่ต่างกัน)

    ถึงแม้ว่าเพื่อนห้องเดิมจะแตกแยกย้ายไปเรียนต่างโรงเรียนแล้วแต่เราก็ยังอยู่ที่เดิมและเข้าเรียนในสาย วิทย์-คณิตค่ะ ซึ่งไม่เหมือนกับม.ต้นเลยเพราะทีนี่ไม่ได้เห้วเหมือนเก่าแต่เป้นห้องที่แข่งกันเรียนค่ะ ไม่ได้รักกันเหมือนตอนม.ต้นแต่ก็มีความรู้สึกดีๆต่อกันเพราะทุกคนเริ่มเป็นผู้ใหญ่ขึ้น คนที่อยู่ห้องเดียวกับเราตั้งแต่ม.ต้นมาเรียนห้องเดียวกัน 6 คนค่ะ จากห้องที่มีอยู่ 40 กว่าตอน.ต้น พอขึ้นม.ปลายเหลืออยู่แค่ 23 คน ฮิฮิ น้อยมั้ยเอ่ย แล้วเหตุการณ์นี้มันเป็นประสบการณ์ตรงที่เกิดขึ้นกับเราเองเลยค่ะ เพราะเรื่องนี้เกิดจากการที่เรามีเพื่อนสองกลุ่มคือหนึ่ง เพื่อนในห้องเรียน สองเพื่อนสนิทที่รักกันตั้งแต่ม.ต้นอีกหนึ่งกลุ่ม แต่เรื่องมันเกิดขึ้นในช่วงที่เราอยู่ม.5 ค่ะ ช่วงนั้นเป็นช่วงการแข่งขันกีฬานอกรอบค่ะ โดยที่เรานั้นได้เล่นกีฬาแฮนด์บอลกับเพื่อร่วมห้องทั้งหมดค่ะ โดยการแข่งขันทีมของเราแพ้ค่ะ แต่ว่าในระหว่างการแข่งเกิดการมีปัญหาจนรุ่นพี่ของอีกทีมที่ชนะหมายหัวจะตบตีนอกสนามให้ได้ ซึ่งคนที่โดนเป็นเพื่อนรักที่คบมาหนึ่งปีเต็มเราเองก็โดนหมายหัวไว้เลยบอกจะจะช่วยเพื่อนทั้งที่เราเป็นคนปอดแหกไม่เคยตบตีคนแต่เพื่อเพื่อนจะทำค่ะ แล้วอีกวันหนึ่งพอถึงเวลาแฟนของเพื่อนที่มีเรื่อง(ซึ่งเรากับผู้ชายคนนี้เป็นเพื่อนกันมา 3 ปี) บอกให้เราไปหารุ่นพี่พวกนั้น เราก็ไปทั้งที่มีเพื่อนตามไปด้วยแต่ว่าเราขอให้ไม่อยากมีเรื่องอ่ะ กลัวมันเสียหมดทุกคน แต่พอถึงเหตุการณ์เข้าจริงกลุ่มพี่พวกนั้นเค้าพูดว่า

    น้อง...เพื่อนน้องขอโทษพี่แล้วนะ มันยอมแล้วและพี่ก็ยกโทษให้แล้ว แต่ว่าพี่เค้ามีหมายหัวเราแทนแล้วถามว่าน้องเอาไปบอกอาตารย์ใช่มั้ยเพื่อนน้องมันบอกแล้วว่ามันไม่ได้ฟ้อง ถ้าไม่มีรายนั้นฟ้องงั้นน้อง(เรา) ก็เป็นคนที่ฟ้องเองใช่มั้ย เราก็บอกว่าไม่ได้ฟ้องไม่ได้พูดอะไรเลยนะทั้งที่เรากลัวสุดๆ แต่พี่เค้าไม่เชื่อเราเลยค่ะ ไม่มีใครเชื่อ ถึงแม้จะไม่โดนตบกลับมาจารึกบนใบหน้าแต่ก็เจ็บใจที่โดนเพื่อนที่เราเชื่อใจหักหลังใจอย่างเลือดเย็นและเสแสร้งที่สุดเราเลยได้แต่ร้องไห้กับเพื่อนที่มาอยุ่กับเราในตอนนั้นกลัวเราจับตัวคนเดียวถึงแม้จะไม่เจ็บตัวแต่ก็ร้องไห้เพราะความเสียใจ แต่นั่นยังไม่หมดเพราะว่ามีอีก

   อีกหนึ่งวันหลังจากนั้นพวกเราก็มานั่งเรียนตามปกติแต่พอหมดคาบแล้ว แฟนของคนที่โดนเพื่อเมินก็มานั่งกลางห้องแล้วก้พูดเชิงด่ากระทบกระเทียบมาทางเราเองแวบอกว่าแฟนมันไม่ผิด แฟนไปขอโทษพี่เค้าแล้ว ใครที่เอาเรื่องไปบอกครูก็ช่วยรู้ตัวด้วยนะแล้วก็เลิกตอแหลได้แล้ว นั่นแหล่ะที่เราเดือดที่สุด ถ้ามันไม่ได้ด่าแฟนมันก็หมายความว่าด่าเรา ทั้งที่เรากับผู้ชายคนนี้ร้เป็นเพื่อนกันมา 3 ปีแล้วนั่นก็แฟนที่เป็นเพื่อใหม่ของเราเพิ่งคตบกันได้ปีเดียว  เรารู้ว่าคนรักต้องเลิกแฟนแต่ทำไมมันต้งด่าเราว่าคำนี้ด้วย ทั้งที่เราไม่ได้เอาไปบอกครู แต่มีเพื่อนเราเห็น(เห็นกันทั้งห้องที่มันปากกล้าแล้วบอกกับครูที่สอนซึ่งเป็นโฮมรูมของพี่กลุ่มนั้นเอง) ที่นี้เราร้องไห้เป็นครั้งที่สองภายในเวลาสองวันติดกันเพราะว่าคำว่า ตอแหลที่หลุดออกมาจากปากเพื่อน ทั้งที่มันน่าจะรุ้อยู่เต็มอกว่าใครโกหกกันแน่ แถมมันยังบอกว่าอย่าดกรธกันเลยนะให้อภัยกันเพื่อนกันนะ แต่ใครที่ตอแหลอันนี้ไปปรับปรุงน่าจะรู้ตัว เพื่อนทั้งห้องที่เข้าข้างเราหันไปไม่เชิงเข้าข้างอีกฝ่ายแต่ขอให้คืนดีกัน จนในที่สุดเราเดินเข้าไปกอดเพื่อนสนิทคนนั้นแน่นๆแล้วบอกว่า

    เพื่อเพื่อนเราไม่โกรธแล้วนะ แล้วมันก็บอกว่ามันก็ไม่โกรธล้วเช่นกันที่เรื่องเพื่อนๆเข้าใจมันผิดแบบนี้(ไม่ทราบว่ามันน่ะถูกตรงไหน) ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเพื่อนสนิทคนนี้เราก็ไม่ได้มีความเชื่อใจอีกเลยถึงจะพูดกันแต่ใครที่ผิดหน้าจะรู้ตัวเพราะมันไม่กล้าสู้หน้าเราเลยไม่มานั่งกลุ่มเดียวกัลเราอีกเลย และเราก็ตรหน้าผู้ชายไว้ว่าฝั่งฝันของมันไม่มีทางดีแน่ มันกฌโกรธนะคะแต่น่ารู้ตัวเองเพราะมันก็จำได้เต็มอกก่อนที่มันจะมาปกป้องแฟนมันได้คนที่มันมาร้องไห้ระบายความเสียใจเรื่องแฟนมันคนนี้นอกใจไปคั้งหนึ่งมันมาร้องไห้กับใคร ไปมือใครเช็ดน้ำตาไปร้องที่บ้านใคร  แต่พอขึ้นม.6 ก้เลิกกันไปโดยถาวรโดยผู้หญิงคนนี้ไม่สนมันอีกมันจะเฮิตว์ไปเลยก่อนที่จะได้กำลังใจจากเพื่อนทุกๆคนแล้วเข้มแข็งอีกครั้ง

   เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นนะคะ ฮิฮิ (ไม่ได้โกหกเลยแม้แต่คำเดียว )

   เรื่องที่สอง : วันที่สูญเสียเพื่อนคนสำคัญ

   ในชีวิตของคนคงไม่มีใครพ้นจากเรื่องร้ายๆเช่นกการออกจากโรงเรียนไปก่อนจบหรือไม่ก็การจากไปไม่มีวันกลับมาอีก ซึ่งเรื่องมันเกิดขึ้นว่า มีเพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งในห้องตอนม.ปลายของเราไม่ได้โรงเรียนเป็นเวลาช่วงหนึ่ง จนแฟนมัน (ซึ่งเป็นรักครั้งแรกของเรา) ก็เริ่มมีปัญหาเพราะมันถูกผู้หญิงบอกเลิกดดยไม่มีสาเหตุและทิ้งไว้เพียงว่า ผู้หญิงคนนี้มีคนใหม่แล้ว มันเลยไปคบกับเพื่อนสนิทของแฟนมันแทน ซึ่งนั่นก้กลายเป็นเรืองใหญ่ที่ไอ้ซื่อนี่ไม่เคยรู้ตัวมาก่อน เราเองก็ได้แต่มองว่ามันน่าสงสารที่ถูกแฟนทิ้งแต่การมีแฟนใหม่โดยที่เป็นเพื่อนของแฟนเก่ามันไม่ดี เหมือนเป็นการประชดใครคนหนึ่งไม่มีผิดแต่เราไม่ใช่เค้าเราไม่รู้ ซึ่งผู้ชายคนนี้ยืนยันว่ารักกับคนนี้จริงๆไม่ได้เอามาเพื่อฟังหน้าใฟ้แฟนเก่าเจ็บใจ

   แต่เร่องมันเกิดขึ้นที่ว่าแฟนเก่ากับมาเรียนเพื่อสานเรื่องลาออกค่ะเพราะว่าปัญหาใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นพอรุ้ว่าแฟนเก่าที่เพิ่งบอกเลิกคบกับเพื่อนรักของตัวเองก็เป็นเรื่องและเกิดจะตบกันในห้องเรียนทันทีแต่เพื่อนยแกไว้ก่อนและแยกย้ายกันไป โดยอีกประมาณสองวันต่อมาคนที่เป็นแฟนเก่ามาคุยกับเราทั้งที่ไม่ค่อยสนิทกันแต่เพื่อนคนนี้กับเลือกที่จะระบายกับเรา เธอเล่าเรื่องของรักครั้งแรกของเราซึ่งตอนที่ยังไม่เลิกมันเป็นคนดีแล้วเพื่อนคนนี้ก็รักมันมาก เราเลยถามว่าทำไมแมว(นามสมมติ) ถึงเลิกกับเค้าล่ะ แมวจึงบตอบว่าตอนนี้เราน่ะกำลังจะตายเพราะว่าดดนคดีค้ายา(ซึ่งเป็นเรี่องจริง) ไหนๆเราก็จะไม่อยู่แล้วก็เลยเล่าให้ฟังก่อนที่จะรู้ถึงหูเพื่อนทุกคนแต่ตอนนั้นเพื่อนคนนี้ก็ได้จากไปเพราะการหลบหนีแล้วโดยที่คนที่เป็นแฟนเก่าสไม่รู้เลยว่า เหตุผลของแมวทที่ทิ้งมันไปเพราะอะไร แต่เรารู้เพราะแมวเธอบอก เค้าเป็นคนที่รักผู้ชายคนนี้มากเราพคำพูดของเค้าคือ

    เราน่ะเลือกที่จะไปเส้นทางนรกนั่นเพราะว่า แฟนคนใหม่ที่มันหลงไปคบแล้วเป็นลูกคนมีอิทธิพลในด้านเรื่องยานั่นแล้วบังคับว่าจะฆ่าแฟนของแมวที่รร. มวก็เลยเลือกให้มันมีอนาคตที่ดีกว่า โดยแมวขอเป็นคนผิดเพียงคนเดียว

.

.....

   และอีกหนึ่งที่สูญเสียไปคือเพื่อนที่รักกันมา เป็นที่รักของทั้งห้องเลยเพราะว่าเค้าเป็นคนที่ร้องเพลงเก่ง เพราะมากและเสียงคล้ายกับแบงค์วง แคลช... ได้รับรางวัลที่หนึ่งของระดับภาคกลาง ในงานอะไรสักอย่างที่เกี่ยสกับการขับร้องเพลงลูกทุ่งและได้รับรางวัลกับพระเทพฯด้วย(อันนี้เรายินดีกับมันมากเลย) แต่มันก็จบลงเพราะว่า ครั้งสุดท้ายที่เจอกันตอนนี้เรากับมันกำลังถูกคัดเลือกในการไปแข่งขันการตอบคำถามภาษาไทยระดับโรงเรียน ตอนนั้นเรากับมันก็ไม่รู้จะส่งใครไปแค่มันบอกว่า เราไม่ไปหรอกเราเป็นผู้ชายเราตอยไม่รอบคอบหรอก แล้วอีกอย่างวันนั้นมีธุระนะ เราเลยไปเองและพอทีนี้เรื่องมันก็เกิดขึ้น การแข่งขันมีขึ้นในวันจันทร์แต่วันที่เกืดเรื่องคือวันเสาร์ ช่วงเวลาประมาณเที่ยงกว่าๆเราได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนร่วมห้องว่าเพื่อนผู้ชายคนนี้ตายแล้ว เราแทบเป็นลมกับคำว่าตายแล้ว

    และเรายังไม่อยากเชื่อเลยจริงๆว่าจะไปแล้วเราเลยขอให้ทางบ้านพาไปที่วัดของหมู่บ้านที่มันอยู่ แล้วไปที่บ้านของมันปรากฏว่ามันอยู่กับคุณยายและคุณตาไม่แข็งแรง แล้วพอ 5 โมงเย็นของวันนั้นเราก็เจอกับร่างของเพื่อนผู้ชาบยที่เป็นที่รักของทุกคนในสภาพที่ซีดและไร้ลมหายใจ เราถึงกับร้องไห้เพราะสูญเสียเพื่อนคนนี้ไปแล้วโดยที่ทุกคนก็ร้องไห้กันหมดเพราะว่าเพื่อนคนนี้เป็นที่รักของทุกคนเลยค่ะ แล้วที่สำคัยตอนนั้นมันมีแฟน แฟนมันก็ร้องไห้จนใจจะขาดเพื่อเราคนนี้ครอบครัวไม่อบอุ่นเพราะพ่อกับแม่ของเค้าเลิกกันตั้งแต่เค้าอายุ 3 ขวบ(อาจจะน้ำเน่าแต่มันเป็นรื่องจริงของชีวิตเพื่อนคนนี้) ซึ่งที่เราจำได้คือรอยยิ้มของเพื่อนคนนี้ เสียงเพลงที่สนุกมนานซึ่งมันไม่มีอกแล้ว ภายในห้องเรียนที่ไม่มีเพื่อนคนนี้มันเงียบเหรอเกินบุคคลที่เป็นที่น่าแกล้งของเพื่อนทุกคนและเป็นคนที่เรียนเก่งโดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ แต่วันนี้ไม่มีอีกแล้ว ไรเสียงหัวเราะ ไร้เสียงการร้องเพลงและไร้เสียงของคนขี้เล่นคนนั้นไปตลอดกาล

    สิ่งที่เราจำได้คือความฝันของเพื่อนคนนี้ ความปราถนาของเพื่อนผู้ชายคนนี้คือ...

    ขอให้เค้าได้มีโอกาสกินข้าวพร้อมครอบครัวเหมือนกับครอบครัวคนอื่น...อีกครั้ง

 

และเราขอมอบเพลงนี้ให้กับทุกคนนะคะ เราเองก็ลงเพลงไม่เป็นแต่ขอลงแต่เนื้อร้องนะคะ

เนื้อเพลง: เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป
อัลบั้ม: Soundshake
ความเป็นจริงวันนี้แม้ทำให้เราต้องปวดใจ แต่ฉันไม่ลืมภาพเธอได้เลย
เก็บอยู่ในหัวใจฉัน คิดถึงและเป็นห่วงเธอ รักเธออยู่เสมอไม่เคยลบเลือน

วันเวลาจะหมุนไปนานแสนนานสักเท่าไร อยากขอให้เธอมั่นใจสัญญา
จะอยู่รอที่ตรงนี้ ฉันรู้เธอไม่กลับมา แต่ความรู้สึกจะไม่เลือนจากเธอ

เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป

เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป

ไกลห่างคนละฟ้า แต่ด้วยรักและศรัทธา
จะเชื่อมใจถึงกัน จะสัญญาด้วยหัวใจ ไม่มีใครแทนเธอ

เธอจะอยู่กับฉันตลอดไป ไม่ว่าอีกนานแสนนาน นานเท่าไรไม่ลืมเลือน
ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป

ความทรงจำคอยย้ำและช่วยเตือน เราต่างผูกพันด้วยรักตลอดไป

 

เอ็นทรีนี้เราไม่ได้น้ำเน่านะคะ อ่านแล้วก็เป็คล้ายๆประสบการณ์ของใครคนหนึ่งที่พบเห็นหรือเกิดกับตัวเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นและมันก้ได้ผ่านไปเกือบสองปีแล้วสำหรับบางเหตุการณ์หรือเหตุการณ์หนึ่งอาจจะหลายปี  แรไม่มีเจตนาให้ใครเสียหายนะคะ ถ้ามันตรงกับเรื่องของใครก็ขออภัยด้วยเพราะบางคนที่อ่านอาจเป็นเพื่อนที่ร่วมเหตุการณ์ของเราหรือมีเรื่องที่คล้ายกันก็ได้

 

วันนี้อาจจะเครียดแต่ครั้งหน้าไม่เครียดแล้วนะ สัญญาค่ะ

 

 

 

edit @ 20 Feb 2008 22:55:50 by ♦TICKKIE♦

HBD Kusano Hironori

posted on 15 Feb 2008 10:33 by aitessy  in News

ไหนๆก็วันนี้เป็นวันดี เราก็ขอเริ่มเลยแล้วกันครับพี่น้อง ฮิฮิ

วันนี้วันที่ 15 กุมภาพันธ์ ไม่ใ วาเลนไทน์เพราะมันเป็นวันเมื่อวานนี้แต่เป็นวันสำคัญของเราอีกหนึ่งวันคือเป็นวันที่มีขวัญใจของเราคนหนึ่งเกิดในวันนี้ ฮิฮิ

 อายุ 20 แล้วนะ คุซาโนะ ในที่สุดนายก็ฮาตาจิแล้ว เราขอให้มีควมสุขมากๆนะคะ ขอให้เป็นคนร่าเริงแบบนี้ไปตลอด เป็นขวัญใจของแฟนๆต่อไป ตอนนี้ก็พยายามเรื่องเรียนให้เต็มที่แล้วขอให้กลับมาทำงานไวๆนะคะ ไม่ได้เห็นหน้าบนจอแกวมาเกือบสองปีแล้ว เราคิดแกมากเลยนะหมี

ยังไงวันนี้ก็ขอให้มีความสุข 5555555555555+

 

ลงรูปหน่อย หมีคุ

ไปดีกว่า ยังไงก็รักแกนะ คุ

 

(Valentine Short-Fic) : Boku no taisetsena Hito

posted on 14 Feb 2008 08:53 by aitessy  in SHORTFIC

Title : Boku no taisetsena Hito (คนสำคัญของผม)
Type : Short Fiction
Cast : Yamashita Tomohisa & Tegoshi Yuya
Author : Tegoshi

                  "นี่ ทางนั้นมันมืดไปหน่อยนะ เทโงชิคุงขยับอีกนิดไม่ได้หรอครับ"เสียงดังเอ่ะอ่ะในห้องแต่งตัวเล็กๆดังขึ้นหลังจากที่คนอย่างผม คนที่พยายามทำงานเต็มที่ต้องมารับการถ่ายแบบในนิตยสารเล่มหนึ่งซึ่งก็ถ่ายเป็นประจำทุกเดือนจนชินแล้วแต่...                                                   

                "เข้าไปใกล้ๆอีกนิดสิครับ แบบนี้รูปไม่สวยเลยนะครับ" โถ่!!! ทำไมถึงทำกับผมแบบนี้ล่ะคุณตากล้อง นี่อยากแกล้งผมรึเปล่าครับเนี่ยะ ฮื่อ...ผมอยากกู่ร้องให้ก้องตรงนั้นเลยให้ตายสิ

  "เทโงชิคุง อย่าเกร็งสิครับ" งั้นคุณก็อย่ามากดดันผมสิฮะ ชิ... ผมแทบอยากตะโกนให้รู้แล้วรู้รอดกันไปเลยถ้าไม่ติดว่ากลัวคนที่เป็นโมเดลลิ่งของผมซึ่งยืนทำหน้าหล่อเหลาตามธรรมชาติจนแก้มที่พ่อแม่ผมให้มาจะมันร้อนเกินไปซะแล้วนะ เข้าไปใกล้มากกว่านี้ใบหน้าของผมมันต้องแสดงออกมาแน่เลย

                   "นี่...นายกลัดกระดุมผิดช่องแล้วนะ เทโงชิ" ให้ตายสิ...ผมแทบอยากจะก้มโค้งงามๆขอโทษเลยด้วยซ้ำ นี่ผมลนลานจนขนาดที่โมเดลลิ่งของตัวเองต้องจับมือผมแล้วเคลื่อนมืออีกข้างไปปลดกระดุมเสื้อตัวเองออกแล้วไม่ได้ใส่ต่อ เพียงแต่ตอนนี้ตรงหน้าของผมคือลำตัวและหน้าท้องของโมเดลจำเป็นที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามสวยงามแบบนี้ เฮ้ย!!! เทโงชิ ยูยะ นายเป็นอะไรไปเนี่ยะ

                  "เทโงชิ..."

                "คะ...ครับ" ผมแทบจะกลายเป็นทหารที่รับฟังคำสั่งของเจ้านายปล่อยไก่ตะโกนครับลั่นจนคุณตากล้องได้บริหารหน้าท้องหัวเราะเล็กน้อย นี่คุณทำให้ผมเป็นอย่างนี้นะฮะยามาชิตะคุงยังหัวเราะได้อีกนะครับ

                "นายติดกระดุมแค่นี้ก็พอนะ ถ้าตัวนี้ติดหมดเดี๋ยวมันไม่เท่ห์นะ ..." ไม่ได้พูดเปล่าแถมทิ้งท้ายด้วยการขยิบตาข้างเดียวคล้ายโฆษณาชวนซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผสมน้ำผึ้งอย่างนั้น อย่าทำแบบนี้สิผมเองก็เขินเป็นเหมือนกันนะฮะ

                  "ครับ..." ผมไม่รู้จะพูดอะไรนอกจากหลับหูหลับตาที่ตัวเป็นสไตล์ลิคเด็กดีไม่งอแงหน้ากล่องถ่ายรูป แต่กว่าการเทสต์และแสงหน้าแฟตจะหมดลงจากใบหน้าของผมและโมเดลคนหล่อนามว่ายามาชิตะคุงก็หลายเวลาอยู่เช่นกัน

                  แต่ถ้าถามผมว่าวันนั้นผมรู้สึกยังไงแล้วถ้าใครมาถามผม ผมก็อยากพูดเหมือนกันว่า เวลาคุณได้อยู่ใกล้ๆกับคนที่ตัวเองปลาบปลื้มและเคารพมันเป็นอย่างไง ก็ผมปลื้มคนๆนี้นี่ จริงๆนะ

        .

        ...

        ....

                  ผมนึกอะไรไปต่างๆนานเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งที่คิดไปเยอะแล้วแท้ๆแต่ทำไมไม่ว่าผมจะคิดยังไงหัวสมองผมก็ต้องตกอยู่ที่เหตุการณ์ที่ไม่น่าจดจำเอาซะเลย เรื่องที่น่าประทับใจในวงก็มีตั้งเยอะแยะแต่ทำไมหัวผมมันดันแปลกๆอย่างนี้เนี่ยะ ผมสะบัดหน้าตัวเองแรงๆเรียกสติให้คืนมาอีกครั้งก่อนจะมองไปยังกองเสื้อผ้าในห้องแต่งตัวที่ทางคุณสต๊าฟได้จัดเตรียมไว้ภายในห้องที่ตอนนี้ยังไม่มีใครเข้ามา   และตอนนี้ผมก็จดจ้องอยู่กับเสื้อตัวหนึ่งภายในห้องแต่งตัวนั่นแหล่ะ เสื้อเชิ๊ตเนื้อดีที่ทางคุณพี่สต๊าฟนำมาให้และแขวนไว้ในคราวนั้นซึ่งมันมีเป็นภูเขาเหลากา ผมเองในตอนนั้นก็มึนและออกจะอึ้งด้วยซ้ำที่ได้สคลิปและรู้ว่าครั้งนั้นผมต้องทำอะไรกับใคร ถ้าให้ผมรู้สักนิดนะ หือ... นี่ถ้าคุณโมเดลลิ่งที่ผมแต่งตัวให้ไม่กระซิบอกผมบ้าง ผมคงทำเค้าออกมาประหลาดแน่ๆเลย

                และถ้าตอนนั้นออกมาไม่ได้เรื่อง ความน่ารักช่างออดอ้อนของผมอาจเป็นอาวุธที่ใช้ไม่ได้ผลก็ได้

                ไม่ใช่ว่าผมเป็นโรคจิตนะแต่พอคิดอะไรไปเพลินๆมือของผมก็เผลอไปลูบคลำเจ้าเสื้อเชิ๊ตสีขาวตัวปัญหาซะแล้ว มันไม่ได้ขาดรึว่าอะไรทั้งนั้นแต่ว่ามันทำให้ใบหน้าของผมร้อนไปหมดแล้ว สาบานได้เลยว่าผมไม่ได้เป็นไข้แปดล้านเปอร์เซนต์

                "แอ๊ด...!!! อ้าว! เทโงชิ นายอยู่ที่นี้เองเหรอ" ผมแทบจะผลักกองเสื้อผ้าทั้งราวทิ้งเพราะเสียงของคนๆหนึ่งที่คุ้นเคยนี่แหล่ะ แต่ผมก็ต้องปั้นหน้าไร้พิรุธหว่านยิ้มเรี่ยราดใส่ให้ไร้พิรุธที่สุด อย่ามาสงสัยผมนะผมไม่มาขโมยของนะฮะ นิชิคิโดคุง...

                "ครับ มีอะไรรึเปล่าครับ" ผมยิ้มร่าพลางถอนตัวออกจากกองเสื้อผ้าปรี่ไปหารุ่นพี่ที่เคารพคนหนึ่งด้วยความเร็วให้แนบเนียนที่สุดและได้แต่ส่ายหน้าเบาๆพร้อมทำตาอ้อนๆให้น่าเอ็นดูเข้าไว้

                "งั้นก็แล้วไป คนอื่นมากันพร้อมแล้วนะออกไปข้างนอกเถอะ ไป..." ไม่ต้องรอให้นิชิคิโดคุงบอกเป็นครั้งที่สองผมก็ติดเกียร์โกรยขาออกจากห้องแล้วนั่นแหล่ะ ก็จริงอย่างที่นิชิคิโดคุงพูดเพราะถ้าดูเวลาจากหน้าจอมือถือของผมมันก็ปาไปครึ่งชั่วโมงแล้วที่ผมเตร่ออกจากห้องตั้งแต่เดินทางมาถึงบริษัท

                นี่ผมพลาดอะไรรึเปล่า

     ...ที่นิชิคิโดที่เดินออกมาทีหลังแล้วตีคู่เดินข้างกันยิ้มแปลกๆตั้งแต่เดินออกมาแล้ว 

                                ******************************************************

               "มาช้านะเทโงชิ..." ผมแทบอยากจะหน้าบึ้งใส่ให้สมกับที่ผมมาก่อนด้วยซ้ำ แต่ก็เอาเถอะฝากบัญชีไว้ก่อนเถอะ ชิเงะ ชิ! มาก่อนนายตั้งกี่นาทังมาว่าคนอื่นเค้าอีก

               "แล้วไปไหนมาล่ะ เทโงชิ..." ถึงแม้จะเป็นคำถามโดยทั่วไปแต่ทำไมต้องมางัดถามกันตอนนี้ด้วยล่ะเคจัง ผมต้องหาอะไรมางัดความฉลาดน้อยของตัวเองออกไปจากหัวให้ได้เอาสิ

                "หมอนี่ไปจมกองเสื้อในห้องแต่งตัวมา" นั่นปะไรผมเพิ่งรู้ว่านอกจากนิชิคิโดคุงจะเป็นพี่ชายที่แสนดีของผมและคนอื่นๆแล้วยังเป็นโทรโค่งดีๆสำหรับการก๊อตซิบอีกต่างหาก แต่ผมเองก็ไม่อยากให้ในวงยิ่งกว่านี้โดยเฉพาะบุคคลที่นั่งกุมถ้วยกาแฟมองไปยังเพื่อนร่วมวงที่นั่งกินขนมไม่สนใจชาวบ้านหรอก

                "งั้นเหรอ...แต่ฉันว่าเราไปซ้อมกันดีกว่านะ เดี๋ยววันนี้จะอยู่เย็นกันซะเปล่า ฉันไม่อยากอยู่เย็น... รู้ไว้ด้วย" งั้นเหรอ...จริงสินะ วันนี้จะมีใครอยากอยู่เย็นกันล่ะ และดูท่าทางคนนิชิคิโดคุงผู้พูดที่ก็ใบหน้าเริ่มติดหงุดหงิดขึ้นมาเมื่อพูด ท่าทางเค้าคงโดนใครสักคนไล่ให้มาทำงานสินะ ^_^

                "เออ..."

                .

                ...

                ......

                ผมสาบานได้ว่าเวลามันผ่านไปเร็วมาก ทั้งที่วันนี้ผมอยากให้มันอยู่เรื่อยๆ เดินช้าๆเป็นเด็กดีตามใจผมสักวันบ้างแท้ๆ และช่วงนี้ทุกคนก็เริ่มขี้เกียจกันซะแล้วสิฮะ หลังจากที่ซ้อมเพลงที่เป็นซิงเกิลตัวใหม่อยู่ได้ไม่กี่รอบทุกคนก็ขอบายเสียและที่สำคัญวันนี้ผมล่ะอยากปวดเศียรเวียนเกล้าดีนักเพราะว่าท่านลีดเดอร์ที่เป็นขวัญใจของผมมาเนิ่นนานคนนี้ยังไม่ยอมพููดอะไรกับผมสักคำเลย

                 "ให้ตายสินายน่ะ อะไรหนักหนาโคยามะ" ผมได้แต่หัวเราะแหะๆกับเสียงดุๆของเพื่อนที่ร่วมวงที่อายุเท่ากัน ผมจำได้อย่างหนึ่งว่าเคจังอายุมากกว่าเพื่อนผมคนนี้เกือบสามปีนะแต่ไหงทำหน้าปานเด็กอยากได้ลูกอมอย่างนั้นล่ะ

                "ก็วันนี้เป็นวันอะไรล่ะ ชิเงะ..."

                "วันพฤหัสไง"

                "มันเป็นวันแห่งความรักของเรานะชิเงะ..." ผมล่ะอยากจะหัวเราะดังๆที่เห็นหน้าของเพื่อนที่อายุเท่ากันแดงยิ่งกว่าผลไม้สีแดงเสียอีก ให้มันได้อย่างนี้ฮะเคจังสมแล้วที่เป็นรู้จักกันมานานแต่ดูท่าทางเคจังก็ยังคงอ้อนชิเงอากิไม่เลิกสักที

                "ตายแล้ว..."

                "ใครตายไม่ทราบ"ผมรีบพับโครงการหูสว่างพาเพลินไปโดยปริยายเพราะเสียงผู้มีอำนาจมากกว่าใครดังขึ้นแกมสนุกสนานเมื่อเห็นลีดเดอร์คนงามยังคงทำหน้าตาหงุดหงิดไม่เลิก เค้าเป็นอะไรรึเปล่าเนี่ยะผมเองก็งงมาตั้งแต่เช้าแล้ว ทะเลาะกับที่บ้านมาเหรอหรือว่ายามาชิตะคุงทะเลาะกับเพื่อนมา งื่อ...ยูยะอ่านใจคนอื่นไม่เป็นนะครับ

                "ทำไมทำหน้าบูดปานก้นลิงอย่างนั้นล่ะ ไม่หล่อเลยนะโทโมะคุงเห็นมั้ยว่าคนอื่นเค้ามองอยู่" ผมรู้สึกว่าคำพูดของนิชิคิโดคุงมันทำครั่นเนื้อครั่นตัวแปลกๆและยิ่งยามาชิตะกวาดสายตามองสมาชิกแล้วมองมาที่ผมมันก็ยิ่งงงๆจนผมยิ้มแหยๆไปนั่นแหล่ะ ผมถึงได้กินความเก้อไปเพราะนอกจากจะไม่ยิ้มคืนแล้วยังจะสะบัดหน้าหนีผมอีก ...

                "ก็ไม่มีอะไรพอดีวันนี้เพลียๆก็เลยอารมณ์ไม่ดี โทษทีนะเรียวจัง วันนี้ฉันว่าคงจะกลับบ้านเลยน่ะแต่นายจะไปไหนรึเปล่า"

                "ไปดิ่แต่คงไม่ไปรื่นเริงกับนายหรอกนะยามะพี วันนี้มันต้องอยู่กับคนพิเศษเท่านั้น" แค่เห็นรอยยิ้มแบบนั้นผมก็ถึงบางอ้อด้วยตัวเองไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนที่จุดรอยยิ้มอ่อนโยนแบบนี้ให้เห็นได้กำลังนึกถึงใครอยู่ ถึงแม้จะยิ้มเลี่ยนขนาดไหนแต่รอยยิ้มของนิชิคิโดก็ไม่เคยถึงตาเหมือนกับวันนี้เลย

                "เหรอ...ช่างเถอะ ฉันไปนอนกรอกเบียร์คนเดียวก็ได้"ยามาชิตะคุงได้พูดพะงาบๆคนเดียวก่อนจะฟุบหน้าลงกับโต๊ะอีกครั้ง ผมละอยากจะรู้จังเลยว่าใครกันหนอถ้าไปกระตุกต่อมของบุคคลผู้เก่งกาจแห่งปีให้เหี่ยวได้ขนาดนี้

                "นี่...มัสสึ ไหนๆเคจังก็ไปกับชิเงะแล้วนายไปร้องเกะกับผมต่อมั้ย โอเคเปล่า" ผมลองหันไปถามเพื่อนซี้ปึกดูเพราะหลังจากงานล้นมือมาพอสมควรยังไม่มีเวลาเลยที่ผมกับเพื่อนคนนี้จะได้ไปแหกปากตามใจตัวเองให้เมามายกับเสียงดนตรีกันไปข้างนอกจากวันนี้จะเป็นวันแห่งความรักแล้วผมขอท้วงเลยว่าวันนี้เป็นผมที่ผมโดนไอ้เพื่อนบ้านี่ปฏิเสธโดยไม่จังหวะเว้นวรรคสักคำ

                "โทษทีนะ เทโงชิวันนี้ฉันมีนัดไปดูหนังสือกับนากามารุซังแล้วล่ะ กลับบ้านนอนร้องเองที่บ้านแล้วกันนะ" ผมอยากจะร้องให้ก้องไปเลยตั้งแต่มีรุ่นพี่วงคัตตุนมาคุยแล้วเกิดถูกคนขึ้นมาตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาไม่ว่าบทสนทนาไหนของเจ้ามัสสึจะไม่พ้นบุคคลนี้เลย นานกามารุคุงมาแย่งตำแหน่งเพื่อนสนิทของมัสสึดะ ทาคาฮิสะแทนผมตั้งแต่เมื่อไหร่เนี่ยะ

                "กลับไปเล่นกับทินี่ที่บ้านเถอะยูยะ..."ผมรู้สึกเหมือนมีมีดหลายๆเล่มมาปักไว้ที่กลางอกผมเหลือเกินนะ เพื่อนรักชิเงอากิหักเหลี่ยมผมอย่างโหดร้าย ฮึก...แต่ก็ช่างมันเถอะสงสัยวาเลนไทน์ปีนี้ยูยะคงต้องกินช๊อกโกแลตที่ตัวเองทำกับทีนี่แล้วล่ะ

                "งั้นพวกเราไปก่อนนะ"       

                "เดี๋ยวสิฮะทุกคน นี่ครับ" ผมไม่ลืมหรอกที่จะเอาสิ่งที่ติดตัวกับกระเป๋าเป้ใบพะลุงพะลังของตัวเองออกมา มันคือขนมตามเทศกาลตามมารยาทที่ทุกปีผมมักจะทำเองกับมือมาให้กับสมาชิกทุกคนถึงแม้ว่าจะไม่มีใครแต่ผมชอบนี่เพื่อนร่วมวงจะได้เอ็นดูผมไงนี่แหล่ะวิธีหนึ่งในการมัดใจของผมและมันก็มักใช้ได้ผลเสมอด้วย คราวนี้ก็เช่นกัน

                "ขอบคุณนะเทโงชิคุง อย่างน้อยวันนี้ก็ได้กินช๊อกโกแล๊ตของนายก่อน...ใครบางคน" ผมได้แต่หัวเราะคิกคักกับทุกคนไม่ได้สนใจอะไรเพราะว่านิชิคิโดคุงใครๆในวงก็ต่างรู้นิสัยกันอยู่แล้วนี่หนาไม่มีใครสนใจหรอกเรื่องแค่นี้และที่สำคัญผมน่ะไม่ได้มีค่าใครมานั่งเป็นห่วงอยู่แล้ว

                "ไงก็ขอบใจนะ ฉันไปก่อนนะเทโงชิ"มัสสึเองก็ขยี้หัวผมเบาๆก่อนเดินตามคนอื่นๆออกไป หว่า...วาเลนไทน์นี่ทุกคนน่าจะมีความสุขดีนะ เหลือแต่ผมนี่แหล่ะที่วันนี้ต้องได้อยู่เป็นเด็กดีกับบ้านกับเรือนอีกแล้ว

                    ถึงแม้ว่าตอนนี้ห้องพักของวงจะไม่มีเสียงอะไรมารบกวนแล้วแต่ผมก็ยังรู้สึกได้ดีจนเกร็งตัวไปหมดในเมื่อห้องกว้างๆแห่งนี้ยังมีเพื่อนร่วมวงอีกคนทีฟุบหน้าลงกับโต๊ะที่มักหาอะไรมานั่งกินด้วยกันบ่อยๆและท่าทางจะไม่ยอมตื่นขึ้นมาง่ายๆในความรู้สึกของผม แต่ถ้าจะทิ้งเคาไว้คนเดียวผมว่ามันก็คงไม่ดีหรอกมั้ง

                "ยามาชิตะคุงฮะ...ยะ" โถ่...ผมทำอะไรไปเนี่ยะครับพระเจ้า ไปปลุกคนที่กำลังหลับแล้วผมเองก็รู้อยู่แล้วนี่ว่าถ้าใครไปหาญกล้าปลุกคนนอนให้ตื่นขึ้นมาสักคนมันน่ากลัวขนาดไหน นายเป็นเด็กมีแล้วไงเทโงชิ ยูยะ แล้วความพยายามในทางที่ผิดของมก็สำฤทธิ์ผลเสียด้วย ผมไม่ได้ตั้งใจนะครับยามาชิตะคุง

                "ตื่นแล้วเหรอครับ" ผมบังอาจพูดจาที่มันก็เห็นอยู่กับตาอีกแล้วท่าทางว่าวันนี้ผมจะเปิ่นเอามากๆเลยนะครับเนี่ยะที่เวลาอยู่กับเค้าคนๆนี้สองต่อสองจะเป็นแบบนี้ตลอด แล้วคำตอบของคนที่ผมต้องการก็มีแค่การพยักหน้ายุ่งๆรับเท่านั้น

                "ขอโทษนะครับที่เสียมารยาท..."

                วินาทีนั้นรู้สึกได้ว่ามันเงียบพิกลๆจนผมอยากจะร้องไห้ดังๆแต่ยามาชิตะคุงก็ไม่ได้ว่าอะไรนอกจากจะวางมือไว้ที่ไหล่ผมเบาๆให้สะดุ้งเล่น

                "ช่างมันเถอะ"

                "เออ...แล้ววันนี้คุณ..." ผมแทบปั้นหน้าไม่ถูกว่าจะพูดอะไรดีเพราะว่าใบหน้าของผมมันเริ่มร้อนอีกแล้วนี่หนา ให้ตายสิผมไม่อยากอยู่ใกล้ๆกับยามาชิตะคุงเลย

                "ยูยะ..." ชื่อของผมที่ไม่ค่อยมีใครเรียกกันในวงถูกลีดเดอร์คนเก่งมาเรียกอะไรในเวลาแบบนี้ล่ะครับ ยามาชิตะคุงอย่าทำให้ผมใจเต้นแรงแบบนี้สิครับ ผมไม่ชอบนะ แถมมือของยามาชิตะคุงที่ผมอุตส่าห์นั่งตรงเก้าอี้ใกล้ๆยังเลื่อนขึ้นมากุมไว้ที่แก้มผมเบาๆให้ร้อนเล่นยิ่งกว่าเดิมอีก

                "ครับ"

                "ทำไมวันนี้...คนที่ได้ช๊อกโกแลตของนายคนแรก...ถึงไม่ใช่ฉันล่ะ" หา! อะไรกันเนี่ยะ ผมแทบอยากจะขำพรืดใหญ่ให้รู้แล้วรู้รอดกันไปอะไรจะมาลงในวันนี้หนอ ก็คนที่น่าจะได้รับขนมรสหวานของวันนี้มากกว่าใครกับมาถามผมแบบนี้มันไม่แปลกไปหน่อยหรือและที่สำคัญก็

                "เมื่อคืนนี้คุณบอกผมเองนี่ครับว่าไม่ชอบทานช๊อกโกแลต"

                "ถึงจะบอกแต่ก็ไม่น่าให้ไอ้เรียวจังตัดหน้าฉันนี่ ยูยะ" ผมอยากจะเอคโค่เหลือเกินว่าผมไม่ผิดนี่ ก็ในเมื่อเมื่อคืนนี้ผมคุยกับยามาชิตะคุงผ่านมือถือแล้วบอกว่าไม่ชอบทานแล้วผมจะทำมาทำไมล่ะแต่ถ้าอย่างนั้นผมคงได้เห็นคนๆบางคนโกรธผมล่ะสิ...เอ๊ะ...รึว่า

                "อย่าบอกนะครับว่าวันนี้ที่คุณไม่คุยกับผมเพราะว่าเรื่องนี้..." ผมมองหน้าเค้าเล็กน้อยก่อนที่จะลอบยิ้มออกมาเองจนถูกสองมือใหญ่กว่าดึงตัวของผมให้ลอยจนต้องหลับตาปี๋

                "นี่นายกำลังว่าฉันงอนรึไงยูยะ" ผมได้รับคำตอบของคนที่โอบรัดผมเบาๆตอนนี้ตัวของผมนั่งอยู่บนตักของชายหนุ่มลีดเดอร์บนเก้าอี้ตัวเดียวกันหากแต่ว่าผมมองไม่เห็นใบหน้าของเค้าในตอนนี้เลย ยิ่งมือของยามาชิตะคุงรัดผมแน่นเท่าไหร่ผมก็ไม่ไดรู้สึกอึดอัดเลยเว้นแต่ผมกับอยากวางไว้บนฝ่ามือของยามาชิตะใจจะขาด และเมื่อทำได้อย่างนั้นผมก็ได้ยินของเสียงรุ่นพี่ร่วมวงเอ่ยขึ้น

                "ฉันแค่อยากให้นายหาความเอ็นดูจากคนอื่น อย่าไปอ้อนคนอื่นอีกเลยนะยูยะ"

                "ก็ถ้าผมไม่ทำแบบนี้แล้ว ใครจะใดจีกับผมล่ะครับ" ผมพูดอะไรออกไปเนี่ยะ นี่ผมกำลังจะชวนรุ่นพี่ที่ผมเคารพมากที่สุดทะเลาะกันรับวันหวานๆของใครหลายคนอีกแล้วรึนี่

                "ยูยะ..."

                "ผมขอโทษฮะ..." ผมรีบข่มปากเงียบในบัดดลเพราะไม่อยากยืดเรื่องให้เหลวไปกว่านี้เพราะแค่นี้มันก็น่านพอแล้วสำหรับผมที่ไม่ได้ยืนเสียงคนสำคัญพูดคุยกับตัวเองตั้งแต่เข้าบริษัทมาเกือบสี่ชั่วโมงที่เราอยู่ใกล้ๆกัน

                "ฉันไม่อยากให้ใครมาเอ็นดูนายเกินฉันหรอกนะ เด็กดื้อ" ผมรู้สึกอุ่นวาบจนต้องหลับตาปี๋เมื่อจมูกของยามาชิตะคุงกดมาสัมผัสที่แก้มอันน่าภาคภูมิใจ "แล้วที่สำคัญใครรำคาญถ้าเห็นนายให้

ความสำคัญกับคนอื่นมากกว่าฉันเข้าใจมั้ยถ้าผมตอบว่าไม่เข้าตัวเองคนโดนลงโทษมากกว่าการถูกกดจมูกกับแก้มอีกข้างหนึ่งแน่ๆไม่เอาหรอก ผมไม่อยากกลายเป็นกระต่ายแก้มแดงตามราศีเกิดหรอกนะฮะ

                "ฮะ...งั้นคุณก็ไม่ได้โกรธผมแล้วสินะฮะ" ผมฉีกยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองไปหนึ่งครั้งเพื่อเรียกความมั่นใจไม่ต่างจากมือของผมที่พาลไปคว้ากระเปาที่วางไว้บนโต๊ะมากอดแน่น

                "ใช่...ถ้านายมีอะไรมาให้ฉัน...ไหนล่ะช๊อกโกแลตตามมารยาทของฉัน"

                "แล้วถ้าผมบอกว่าไม่ได้ทำมาล่ะครับ" ผมลองยื่นอุทธรณ์เล็กน้อยเมื่อเทียบแล้วมันก็คงไม่คุ้มก็ในเมื่อผมถูกรุ่นพี่คนนี้รังแกด้วยการหอมแก้มของผมอีกข้าง คนอะไรก็ไม่รู้เจ้าเล่ห์มากๆจนผมต้องยกมือขึ้นมาลูบแก้มตัวเองเบาๆ

                "ไม่ได้ทำมาฉันก็ไม่ได้ว่าอะไรแต่ว่าจะเอาเรื่องที่นายไปลูบๆคลำๆเสื้อฉันไปเล่าให้คนอื่นฟังให้หมดเลย" โถ่เอ๊ย เรื่องแค่นี้มัน...อ๊า...รู้ได้ไงล่ะว่ายูยะไปทำอะไรมาตอนไหน สงสัยต้องเป็นนิชิคิโดคุงแน่ๆที่เอาไปบอกน่ะคนใจร้าย ผมอุตส่าห์ทำตัวราบรื่นที่สุดแล้วแต่ทำไมนิชิคิโดคุงต้องเอาเรื่องน่าอายแบบนี้มาบอกเจ้าของเสื้อด้วยล่ะ

                "แถมเรื่องนิตยสารที่ฉันไปถ่ายมาอีก ถ้าไม่บอกว่าหึงกับคนอื่นแล้ววันนั้นนิตยสารที่ฉันเอามาจะหายไปไหน หือ...ยูยะคุง" โถ่...ชิงเอากิคราวนี้ทำไมเพื่อนรุ่นเดียวกับผมมาหักเหลี่ยมผมอย่างนี้ล่ะครับ นึกว่าวันนั้นเรื่องที่แอบจิ๊กนิตยสารไปนั่งอิจฉาพี่นางแบบหุ่นดีที่บ้านคนเดียวจนคนอื่นที่ตามหากันจับพิรุธได้ไม่ถูกคนอื่นล่วงรู้อีก แต่ไหนยามาชิตะคุงถึงรู้ล่ะ เพื่อนๆไม่ช่วยอะไรผมสักอย่างเลยนะ นิสัยดีกันทั้งวงเลย..ชิ

                "ก็...ชิ ยามาชิตะคุงชอบเอาจุดอ่อนของผมมาเล่นอีกแล้วนะ" ผมได้แต่ก้มหน้าลงแล้วซุกกับอกของรุ่นพี่เบาๆพลางถูไถไปมาเหมือนเด็กเอาแต่ใจ แต่ก็นะถึงอย่างนั้นยามาชิตะคุงก็ยังอนุญาตให้ผมทำอยู่ดี แต่ผมอยากเป็นอย่างนี้ล่ะนะเพื่อให้คนที่ผมปลื้มและเคารพได้เอ็นดูผมแบบนี้ไง

                "ตรงนี้ล่ะนะฉันถึงได้ชอบ...โอเค ฉันไม่ล้อแล้วนะ งั้นผมขอช๊อกโกแลตตามารยาทสักกล่องนะครับเทโงชิ ยูยะ"

                "ถ้าจะเอาตามมารยาทน่ะหมดแล้วครับ ยามาชิตะคุง"

                ผมเงยหน้ายิ้มตอบกับคนขออีกครั้งก่อนที่จะยัดมือเข้าไปในกระเปาเป้และหยิบเจ้าขนมกล่องสุดท้ายในนั้นและสำคัญที่สุดออกมาให้เจ้าของผู้รับได้ยลโฉมมันเสียที

                "สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะครับ คนสำคัญของผม"

                "รู้มั้ยว่านายแย่งคำพูดของฉันไป หือ...คนสำคัญของฉัน" ใช่แล้วล่ะฮะ คนสำคัญ ...เพราะยามาชิตะคุงคือคนสำคัญของผมและผมเองก็เป็นคนสำคัญของเค้าเช่นกันถึงแม้จะแทบไม่มีใครล่วงรู้ความลับอันนี้แม้หระทั่งเพื่อนร่วมวงก็ตามแต่ผมก็ยังขอเป็นเด็กดีของคนอื่นอย่างนี้ต่อไปไม่ต่างกับยามาชิตะคุงที่ยังไร้พิรุธไร้กลิ่นเรื่องการมีคนรักก็แล้วกัน

                "หรอครับ ผมไม่รู้ตัวเลยนะเนี่ยะ" ผมได้แต่นั่งอมยิ้มอยู่บนตักของรุ่นพี่คนนี้ต่อไป โดยไม่มีใครมาสนใจหรอกกับวันสำคัญวันนี้ว่าใครหรือสมาชิกคนไหนจะทำอะไรกัน ที่ไหน อย่างไรเพราะต่างคนก็ต่างเดินไปหาคนสำคัญของกันและกันอยู่แล้วและห้องพักผ่อนที่ถูกปิดประตูสนิทขนาดนี้ไม่มีใครหรอกที่จะหาญกล้ามาเปิดออก

                "อยากรู้รึเปล่าล่ะ"

                ผมได้แต่ส่ายหน้าไปมาเบาๆถ้าผมใจกล้าอยากรู้ ผมก็เสียเปรียบอยู่ดีสู้ให้ผมเป็นเด็กดีอย่างนี้จะดีกว่า ถึงแม้ตอนนี้ไวท์ช๊อกโกแลตที่ผมทำต่างหากเพื่อคนสำคัญจะถูกเปิดกล่องเรียบร้อยแล้วแต่อ้อมกอดของยามิตะคุงก็ยังไม่ปล่อยตัวผมให้เป็นอิสระอยู่ดี

                "ขอบใจนะ ยูยะ" ช๊อกโกแลตมันก็ไม่ได้สวยหรูอะไรนักหนาลวดลายอะไรก็ไม่ได้น่ารักเลิศเลอนักหรอกแต่ที่ยามาชิตะคุงขอบคุณผมคงเพราะตามมารยาทล่ะมั้ง "ไม่ต้องขอบคุณหรอก ทานสิฮะ" ผมยิ้มน่ารักให้กับรุ่นพี่ที่น่าเคารพของทุกคนไปอีกครั้งก่อนที่จะเกิดเสียงเงียบระหว่างการบดเคี้ยวเจ้าขนมที่ผมทำกับมือโดยที่ผู้ลิมลองตอนนี้คือเจ้าของตักที่ผมนั่งอยู่นี่แหล่ะ

                "ทำไมเหรอครับ ไม่อร่อยหรอฮะยามาชิตะคุง" ผมหันไปมองหัวหน้าด้วยสายตาออดอ้อนเล็กน้อย อะไรกันยามาชิตะคุงที่กินเก่งอะไรก็อร่อยน่ะเงียบปากอย่างนั้นน่ะ แสดงว่าฝีมือของยูยะมัน

ห่วยแตกมากเกินไปจนจะบรรยายเป็นคำพูดได้

                "อยากรู้เหรอ ยูยะ" ให้มันได้อย่างนี้สิที่ยามาชิตะคุงไอดอลขั้นเทพลกหน้ามาหาคนอย่างผมได้ แถมที่นี่มันที่ทำงานด้วยนะฮะยามาชิตะคุงเดี๋ยวเพื่อนๆของคุณมาเห็นแล้วมันจะไม่ดีเอานะ

                "อยากรู้สิฮะ..." ผมหันหน้าไปทางคนที่กินไวท์ช๊อกโกแลตของผมเข้าไปอีกคำ ท่าทางคงฝืนใจเอามากสิท่ากินไปยังทำหน้านิ่งใส่อีก ผมน้อยใจนะเนี่ยะอย่างน้อยยิ้มให้สักนิดก็ได้ คนอะไรใจดำชะมัด ผมเลยตั้งใจจะหยิบขนมที่ให้ยามาชิตะคุงมาใส่ปากตัวเองบ้างแต่กับถูกมือของรุ่นพี่คว้าเสียก่อน

                "ทำไมล่ะฮะ" ผมงงเล็กน้อย

                "อยากรู้ว่าอร่อยมั้ยฉันจะบอกให้ยูยะ"ผมได้ยินเสียงของรุ่นพี่ยามาชิตะคุงคนนี้เท่านั้นก่อนที่จะไม่ได้ยินเสียงรอบข้างอีกเลยในวินาทีนั้น แต่สิ่งที่ผมสัมผัสได้อย่างนึงจนเกือบเมาคือรสชาติหวานๆของไวท์ช๊อกโกแลตที่กระจายอยู่เต็มปากจนอุ่นระอุไปทั่วและพอกลิ่นหวานหอมจางลงผมก็ได้ยินเสียงกระซิบใกล้ๆที่แผ่วเบาและอ่อนโยนเหลือเกิน

                "ความลับ...อย่าไปบอกใครนะ รู้กันแค่สองคนก็พอนะเด็กดี"

                ครับ...ผมรู้แล้วยามาชิตะคุง ว่าไวท์ช๊อกโกแลตที่ผมทำเองหวานแค่ไหน

                ผมไม่บอกใครเด็ดขาดเลยฮะ ยามาชิตะคุง

                แน่นอนว่ามันจะเป็นความลับอย่างดีที่สุด

                เผื่อไว้วันที่แน่นอนที่สุดเราถึงจะเปิดมันออกมาใช่มั้ยฮะ ยามาชิตะคุง

                ว่าความลับของเราตอนนี้ หวานไม่ต่างจากไวท์ช๊อกโกแลตเลย

                .

                ...

                .....

           

                หวานจริงๆนะฮะ

   

   The end…            

                             

       

edit @ 14 Feb 2008 08:59:42 by ♦TICKKIE♦