posted on 13 Nov 2011 11:10 by aitessy in SHORTFIC
Title : The Lost Time
Cast : Yamashita Tomohisa & Tegoshi Yuya
Special One Part On Tegoshi’s Birth Day
เกือบเดือนแล้วที่เทโกชิ ยูยะนั้นแทบจะไม่มีเวลาให้กับเรื่องส่วนตัว เพราะกำลังอยู่ในช่วงการทัวร์คอนเสิร์ตพร้อมกับคู่หู มัสสึดะ ทาคาฮิสะ และตารางงานประจำอย่างรายการสารคดีพิชิตภารกิจจากทั่วมุมโลกและรายการอื่นๆที่ทำในช่วงโปรโมตคอนเสริต์ ยูยะเหนื่อย...ใช่ เขากำลังเหนื่อยในหลายๆอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งที่มันวนเวียนเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว แต่มันก็อดไม่ได้อยู่ดี
“พรุ่งนี้ขอให้ทุกคนเต็มที่นะครับ”
“ครับ!!” เสียงของทั้งห้องประสานกันอย่างแข็งขันหลังจากการฝึกซ้อมในช่วงเย็นจบลง เด็กหนุ่มซับใบหน้าชื้นเหงื่อกับผ้าผืนนุ่มและเอื้อมมือแย่งน้ำของคู่หูจากสตาฟให้ไอ้พูห์มัสสึดะได้เคือง ก่อนมันจะยิ้มเอือมระอาและรับน้ำขวดใหม่มาดื่มแทน
“แก่ขึ้นอีกปี นิสัยยังไม่เปลี่ยนอีกนะเทโกชิ” เจ้าของชื่อได้แต่หัวเราะราวกับมันเป็นคำชมก็ไม่ปาน แก่ขึ้น...ใช่สิ วันนี้เป็นวันครบรอบวันเกิดของเค้านี่ ปกติเกือบทุกปีเค้ามักจะจัดวันเกิดเล็กๆกับเพื่อนร่วมวง ไม่ก็ครอบครัว แต่ปีนี้เขากำลังเตรียมตัวเพื่อสรรสร้างรอยยิ้มให้กับแฟนๆที่รอบคอยคอนเสิร์ตที่จะเกิดขึ้นในชิซึโอกะในคืนวันพรุ่งต่างหาก
“นั่นสินะ มัสสึ”
“อย่าหักโหมมากนักล่ะ แล้วเจอกันพรุ่งนี้นะเทโกชิ”
ยูยะได้แต่ยกมือมือโบกอำลาเพื่อนร่วมวงที่ต้องไปถ่ายทำรายการเดี่ยว ก่อนที่ตัวเขาเองก็หลีกลี้ทีมงานออกมาหาที่เงียบๆเพียงคนเดียว น่าเบื่อชะมัด เบื่อจนน่าใจหาย ปีนี้เป็นปีแรกที่เค้าต้องอยู่กับวันเกิดของตัวเองเพียงคนเดียว ในช่วงเย็นๆแบบนี้
เด็กหนุ่มได้แต่นั่งเปิดข้อความแต่ละฉบับที่ได้รับมา แน่นอนว่าฉบับแรกนั้นต้องเป็นเคจัง ลีดเดอร์คนปัจจุบันของวงที่ชอบทำอะไรโอเวอร์อยู่เสมอ และหลายๆฉบับเป็นของเพื่อนๆร่วมทีมฟุตบอลและเพื่อนร่วมสาขาและอีกส่วนก็เป็นของรุ่นน้องเป็นเพื่อนร่วมวงอย่าง ชิเงะและเจ้ามัสสึดะ และอีกฉบับก็เป็นของนิชิกิโดคุงรุ่นพี่ที่แสนดี หลังจากแยกตัวถาวรแล้วก็ยังเป็นคนที่เป็นห่วงผู้อื่นได้คงเส้นคงวาไม่เปลี่ยน และยังไม่ทันอ่านจบดีเจ้าของข้อความนั้นก็โทรเข้าหาราวกับรู้ว่ายูยะกำลังอ่านข้อความของคนคันไซอยู่นั้น
“สวัสดีครับ นิชิกิโดคุง”
--‘ไง...ไอ้ตัวเล็ก ได้ข่าวว่าโดนเพื่อนทิ้งเหรอ” - -
“เดี๋ยวเถอะครับ ผมโตแล้วนะนิชิกิโดคุง” เด็กหนุ่มตอบไปอย่างสุภาพ
-- ขอโทษทีนะที่ปีนี้ ฉันไปอวยพรนายถึงที่ไม่ได้--
“ไม่เป็นไรหรอกครับ นิชิกิโดคุง แค่คำอวยพรผมก็ดีใจแล้วครับ” เด็กหนุ่มได้แต่อมยิ้มกับตัวเอง เขารู้ดีว่ารุ่นพี่ผู้โด่งดังแห่งโอซาก้านั้นงานยุ่งแค่ไหน เมื่อก่อนตอนทำงานด้วยกันเขาเห็นรุ่นพี่คนนี้แอบงีบบ่อยถึงขนาดงีบในระหว่างการถ่ายทำรายการร่วมด้วยซ้ำ
-- แต่เดี๋ยวฉันจะส่งของขวัญไปให้นะ แต่เสียใจด้วยนะที่ฉันไม่ซื้ออะไรที่เป็นหัวกะโหลกให้น่ะไอ้เด็กขี้กลัว--
ว่าแล้วปลายสายก็หัวเราะเบาๆจนเจ้าของวันเกิดได้แต่เขินกับตัวเองเล็กๆ ก็ถึงเค้าจะชอบหัวกะโหลกถึงขนาดตั้งชื่อเจ้าลูกรักตัวใหม่ว่า เจ้าหัวกะโหลก ก็ตามที เทโกชิ ยูยะ ก็ยังกลัวผีสางเหมือนเด็กๆไม่เปลี่ยน
“ครับ แล้วผมจะรอ”
-- รับรองว่าของขวัญของฉัน นายต้องมีความสุขแน่ๆ- -
“ครับ !!”
-- เปล่าๆ เดี๋ยวฉันไปทำงานต่อก่อนนะ แค่นี้ก่อนนะเทโกชิ --
“ครับ สวัสดีครับ” สุดท้ายเด็กหนุ่มก็ต้องวางสายไป ทั้งที่ยังงงกับคำพูดของนิชิกิโดคุงอยู่เล็กน้อย แต่ก็บ่อยครั้งที่รุ่นพี่คนนี้มักจะชอบอำให้ชาวบ้านหลงเชื่อและหนึ่งในนั้น ยูยะเองก็โดนรุ่นพี่คนนี้อำถึงขนาดไปพูดคุยกับใครไม่รู้โดยที่นิชิกิโดคุงบอกว่าเป็นญาติของตัวเอง
หลังจากที่เด็กหนุ่มวางโทรศัพท์จากรุ่นพี่ไปได้ เจ้าตัวก็เอาหูฟังยัดใส่หูตัวเองและเปิดเพลงคลอเบาๆในระหว่างวันที่เงียบเหงา เสียงเพลงนุ่มๆของหนึ่งในนักร้องอีกคนที่ยูยะรู้จักดีดังขึ้น เสียงที่สะกดยูยะไว้ได้อย่างดีภายใต้ยามเย็นช่วงใกล้ฤดูหนาวแบบนี้
ยิ่งได้ยินเพลงก็ยิ่งนึกถึง
น้ำเสียงนุ่มนวลที่ทำเอาหัวใจเต้นจนระรัวไปหมด
มันเต้นด้วยความคิดถึง
เด็กหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าไล่ความเหงาตัวร้ายออกไปจากสมอง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ขอบตาที่ร้อนผ่าวได้ ยูยะพยายามไล่ความอ่อนแอในจิตใจออก ถึงแม้จะคิดถึงมากแค่ไหน แต่เพราะหน้าที่ของศิลปินและเส้นแยกที่แยกออกจากกันโดยสิ้นเชิงของยามาชิตะคุงและนิชิกิโดคุงในฐานะ News นั้นก็เพื่อทำตามเป้าหมายของตัวเอง
‘ฉันขอโทษนะ ยูยะ’
‘อย่าโทษตัวเองสิครับ ผมเข้าใจครับยามาชิตะคุง’
‘เพราะมันไม่ยุติธรรมกับตัวนายและทุกคน ฉัน...’
‘ยามาชิตะคุงครับ ทุกคนเข้าใจยามาชิตะคุงนะครับ...ผมเชื่ออย่างนั้น’
เด็กหนุ่มยังจำได้ว่าใบหน้าของอดีตหน้าวงของพวกเขานั้นเศร้าแค่ไหน หลังจากงานแถลงข่าวครั้งใหญ่ของสองนักร้องหนุ่มจากวง News ถึงมันจะดูร้ายกาจหลายๆประการอยู่บ้าง แต่เพื่ออนาคตข้างหน้าแล้วทุกคนในวงต่างก้เคารพสิทธิของกันและกันอยู่เสมอ
ถึงแม้จะจากกันด้วยรอยยิ้มก็ตาม
แต่ยูยะบอกเหลือเกินว่า
ไม่อยากอยู่ห่างจากยามาชิตะ โทโมฮิสะ
ในครั้งแรกยูยะคิดว่าหากได้ทำงานเดี่ยวของแต่ละคนแล้ว ต่างฝ่ายจะมีเวลาให้กันมากขึ้นเพื่อเติมเต็มความรู้สึกบอบบางให้แก่กันและกัน แต่ความเป็นจริงนั้นมันโหดร้ายกว่าคิด ไหนตัวยุยะเองที่ติดงานคอนเสิรต์ และตัวของยามาชิตะคุงเองที่ต้องซักซ้อมเพลงใหม่ๆสำหรับการเปิดตัวอย่างเต็มรูปแบบ
เหงาเหลือเกิน...แต่ไม่กล้าบอก
เพราะไม่ใช่เด็กๆเหมือนแต่ก่อนแล้ว
จึงได้ไม่กล้าแสดงความรู้สึกทั้งหมดนั้นออกมาตรงๆ
เพราะต้องเป็นผู้ใหญ่ ยูยะถึงไม่กล้าจะแสดงความรักต่อยามาชิตะคุงได้เหมือนอย่างที่ผ่านๆมา
เด็กหนุ่มได้แต่ยิ้มเศร้ากับความรู้สึกครึ่งๆกลางๆของตัวเอง ก่อนจะเกินกลับห้องพักไป โดยคาดหวังว่าการได้พักผ่อนนั้นจะทำให้สว่างของตัวเองหลุดพ้นจากความเหงาทั้งปวงไปได้ชั่วขณะหนึ่งเสียยังดีกว่ามานั่งหมดกำลังใจแบบนี้
พอเด็กหนุ่มปิดห้องได้ ตัวเองก็รู้สึกงงเล็กน้อยกับบรรยากาศห้องที่เปลี่ยนไป
ยูยะจำได้ว่าตัวเองปิดโคมไฟตรงหัวนอนแล้วนี่
แล้วทำไม...
“กลับห้องช้าชะมัดเลยนะนายเนี่ยะ...”
หูฝาด...ยูยะได้ยินเสียงของคนที่อยากได้ยินที่สุด หรือคิดถึงมากถึงขนาดหลอนกันแน่ เด็กหนุ่มหันซ้ายหันขวาจนได้พบกับต้นเสียงนั้นจริง ฝันไปหรือเปล่าว่ายามาชิตะ โทโมฮิสะมายืนรออยู่ข้างๆประตูห้องแบบนี้ ยามาชิตะ โทโมฮิสะที่ไม่ว่ารูปร่างหน้าตาคนนั้นสวยงามราวกับเป็นลูกรักของพระเจ้าคนนั้นจะมายืนอยู่ติดกันในเวลานี้
“จะอึ้งอีกนานมั้ยเด็กน้อย”
“โอ๊ย !! เจ็บนะครับ” เด็กหนุ่มถูกร่างสูงบิดแก้มไม่เบานัก ถึงได้รู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นไม่ใช่ฝัน คนตรงหน้าของยูยะอมยิ้มในหน้าก่อนจะเดินนำร่างเล็กไม่ลืมจับจูงกันไปนั่งตรงโซฟากลางห้อง
“มาได้ยังไงครับ ไหนบอกว่าไม่ว่างไงครับ”
“แอบหนีมาหมอนั่นมา นี่มัสสึดะมันก็ให้กุญแจมา”
“อย่างนี้ก็น่าสงสารยามาดะซังแย่เลยนะครับ” เด็กหนุ่มพูดติดตลกถึงผู้จัดการส่วนตัวของนักร้องดังให้อดีตหัวหน้าวงได้มองเคืองครั้งหนึ่ง ก่อนที่ทั้งร่างของเจ้าตัวจะถูกฉุดรั้งไปอยู่ในอ้อมกอดของอีกฝ่าย อบอุ่นเหลือเกิน...มือเล็กได้รูปของยูยะนั้นวาดไปทางด้านหลังและโอบกระชับไว้แน่นพอให้ยามะพียิ้มได้
แน่นอนว่าไม่ใช่เพียงยูยะคนเดียวที่คิดถึง…
“แล้วไม่สงสารฉันหรือไง เด็กน้อย”
“ไม่ครับ เพราะยามาชิตะคุงก็เป็นแบบนี้มาตั้งแต่เมื่อก่อนแล้วนี่ครับ” เด็กหนุ่มพูดเองหัวเราะเองก็เรื่องสมัยก่อนที่เกิดขึ้น มีครั้งหนึ่งที่ยูยะลื่นล้มระหว่างซ้อมคอนเสิรต์เทโกมัส พ่อคุณก็บึ่งรถจากอีกซีกของประเทศมาหาให้ยามาดะซังโทรด่าไล่หลังให้เมื่อยหูมาแล้วและอื่นๆอีกจนยูยะเองจำไม่ได้เช่นกัน
“แล้วไม่รักหรือไงล่ะ” ยามะพีไม่พูดเปล่า ซ้ำยังฉกชิงความหอมหวานจากแก้มนุ่มตรงหน้าด้วยความหมั่นเขี้ยวอีกครั้งแล้ววางคางกับไหล่มนของเด็กหนุ่มตรงหน้า ยูยะลืมไปเลยด้วยซ้ำจากที่นั่งข้างกันๆเขานั้นมานั่งบนตักของอดีตหัวหน้าวงคนนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่
“ถ้าไม่รักแล้วผมต้องเปลืองตัวขนาดนี้เลยเหรอครับ”
เถียงเก่งนัก...ยามะพีนึกออกเพียงคำเดียวก่อนจะเลื่อนใบหน้าไปฝังจูบตรงขมับอุ่นที่ยามะพีหวงนักหวงหนา กลัวเหลือเกินหากห่างกันแบบนี้ แต่ยูยะนั้นก็ยังคงเหมือนเดิมไมเปลี่ยน อาจจะมีวอกแวกตามประสาของเด็กๆอยู่บ้างแต่สิ่งหนึ่งที่ยูยะยังไม่เคยเปลี่ยนคือสายตาที่แสดงความรักที่มีต่อเขาอย่างเต็มเปี่ยม ถึงเด็กนี่จะไม่ค่อยแสดงออกทางการกระทำอย่างเขา แต่ในสายตาที่สะท้อนออกมานั้น ยามะพีนั้นก็รู้ได้ทันทีว่าความรักครั้งนี้จะไม่สิ้นหวังเหมือนครั้งที่ผ่านๆมา
“ขอโทษนะที่ฉันไม่มีเวลาให้เลย”
“ไม่เป็นไรครับ แค่รักก็พอครับยามาชิตะคุง”
พูดจาก๋ากั่นจนยามะพีอยากฟัดให้หายคิดถึงสักจูบสองจูบและเมื่อคิดได้เช่นนั้น ใบหน้าของยามะพีก็โน้มลงไปใกล้จนแทบจะแนบชิดกับปากกล้าๆของอีกฝ่าย หากแต่ฝ่ามือเล็กนั่นยกขึ้นมาปิดทำลายบรรยากาศเสียดื้อๆทั้งที่ใบหน้าของเจ้าตัวน่ะแดงแข่งอย่างกับมะเขือเทศลูกแดงๆก็ไม่ปราน
“เดี๋ยวเถอะ เอาเปรียบให้แล้วนะครับ”
“ก็มีให้เอาเปรียบอยู่แค่คนเดียวนี่หน่า” ยูยะหัวเราะเล็กๆกับคำพูดที่มีแต่ได้กับได้ของคนรัก และยังไม่ทันไรทั้งตัวของเด็กหนุ่มก็ลอยขึ้นเพราะแรงยกของยามะพี ร่างเล็กของยูยะถูกวางไว้บนเตียงนุ่มภายในห้องทวินของโรงแรมสุดหรูในจังหวัดชิซึโอกะ ใบหน้าหล่อเหลาของคนเบื้องบนโน้มลงมาจูบที่สันจมูกโด่งแบบอันดับแรก
“คิดถึงนะยูยะ”
“ผมก็คิดถึงคุณครับ” คำพูดทั้งสองขานรับกันและกันเมื่อริมฝีปากและจมูกของยามะพีฝังจูบยังหน้าผากเล็กไล้ไปยังแก้มทั้งสองฝ่ายก่อนจะจบด้วยการกดจูบแน่นๆที่หน้าผากอีกครั้งหนึ่งเพื่อไล่ความเหงาออกไปจากหัวใจ ยูยะหลับตาพริ้มรับสัมผัสที่ปรารถนานั้นด้วยความเต็มใจ มือเล็กเคลื่อนโอบแผ่นไหล่ทั้งสองฝ่ายตลอดการแสดงออกของคนรักเบื้องบน
เพราะคิดถึง...ปรารถนา
จึงไม่ผลักไส
“ฉันรักนาย” ยูยะได้ดื่มด่ำกับคำรักอีกครั้งพร้อมกับริมฝีปากของยามะพีที่ทาบทับลงมา มันเบาบางเหมือนสัมผัสของผีเสื้อ และหวานฉ่ำเมื่อย้ำจูบลงไปอีกครั้งยูยะตอบรับสัมผัสอ่อนหวานนั่นด้วยความเต็มใจของตัวเองอย่างที่สุด ถึงแม้มันจะดูอ่อนหัดเมื่อเทียบกับยามะพีที่เชี่ยวชาญเหลือเกิน ยามที่ละริมฝีปากออกจากกันเพื่อเก็บกลืนลมหายใจ
“เหนื่อยแล้วเหรอยูยะ”
“ใครจะหื่นแบบคุณล่ะ...อื้อ...” ยังไม่ทันพูดจบดี ปากของเด็กช่างกล้าก็ถูกปิดสนิทอีกครั้ง บนเตียงเล็กๆจนมือเล็กๆออกแรงทุบถองจริงๆยามะพีจึงได้ลออกอย่างเสียดายในรสสัมผัส
“ใจร้ายชะมัด”ริมฝีปากที่ดูเต็มตึงขึ้นมาอีกนิดยู่เล็กน้อย แล้วมือเล้กก็ดันร่างสูงขี้เอาเปรียบเว้นระยะห่างไว้อีกนิดอย่างคาดโทษ “วันเกิดผมไม่มีอะไรจะให้แถมยังเอาเปรียบแบบนี้ใช่ไม่ได้นะครับเนี่ยะ”
“แล้วไอ้เรียวมันได้บอกหรือล่ะว่า ของขวัญของมันน่ะคือส่งฉันมาให้นายไง”
“เหอะ...พูดเป็นเล่นน่า”
“ไม่ได้พูดเล่นน่า...” ยามะพีพูดทีเล่นทีจริงแล้วนึกไปถึงไอ้เพื่อนรักที่มันส่งไวน์ชั้นเลิศมาเป็นของขวัญวันเกิดน้องรักของมันแต่เพราะทันติดงานก็เลยให้มันเอามาให้แทน
“ไอ้ไวน์ขวดนั้นมันก็ยังนอนอยู่รถของฉันนี่แหล่ะ แต่ไอ้เด็กในอ้อมกอดนี่สิเมื่อไหร่จะได้ที่เสียทียูยะ”
“ไม่เอานะฮะ ไม่สงสารผมก็สงสารมัสสึดะก็ได้นี่...ผมนอนห้องเดียวกันนะ”
“ก็ไม่ได้นอนเตียงเดียวกันสักหน่อย และมัสสึดะมันก็กลับมาพรุ่งนี้ด้วย ไม่ต้องกลัวหรอกและที่สำคัญไม่ได้ไปนอนเตียงมันสักหน่อย”
“ผมอายนะยามาชิตะคุง”
“ฉันจะอายเหมือนกันน่า” แต่คนอายของยูยะน่ะ เขาก้มลงสูดความหอมจากฐานคอของยูยะเสียงฟอดใหญ่ แถมมือใหญ่กว่าก็ไม่หยุดซุกซนล้วงเข้าไปที่ใต้เสื้อยืดของเขาจนยูยะรู้สึกร้อนไปหมด ให้มันได้อย่างนี้สิคนเจ้าเล่ห์ แต่ก็นี่แหล่ะคนรักของเค้า ยามาชิตะโทโมฮิสะ ผู้ชายที่โด่งดังอันดับต้นๆของญี่ปุ่น คนรักของผม
.
.
.
.
“ยามาชิตะคุง”
“อะไรเด็กน้อย”
“วันเกิดผมล่ะ แล้วนี่มันก็เย็นมากแล้วนะผมหิว”
“เดี๋ยวฉันจัดให้”
“จะจัดยังไงล่ะเนี่ยะ ปล่อยก่อนสิ อื้อ...”
“จัดให้แน่ๆแต่หลังจากฉันกินนายเสร็จแล้วนะ”
“อ่ะ...ไม่เอา อื้อ...”
เสียงโวยวายของหนุ่มน้อยคนหนึ่งหยุดไปพร้อมกับทั้งห้องที่อบอวลไปด้วยความรักที่มอบให้กันและกัน ถึงแม้จะอยู่ห่างกันแค่ไหน แต่ถ้าหากความรู้สึกยังมั่นคงต่อกัน ยามะพีและยูยะก็ยังเชื่อว่าความรักครั้งนี้ก็ยังเดินต่อไปได้อย่างไม่มีสะดุดแค่คำเพียงเดียว
ความเชื่อใจซึ่งกันและกัน
“สุขสันต์สันเกิดนะ ยูยะของฉัน”
::: THE ENG :::
สวัสดีค่ะ ที่ทุกท่านเห็นนั้นไม่ผิดจริงๆค่ะ ติ๊กกี้เอง
มันยังคงมีชีวิต(ทีรักยูยะ)อยู่ ห่างหายไปนาน
นาน น๊าน นาน จนสาบสูญไป 1 ปีกับอีก 3 เดือนที่ไม่ได้แต่กระดานฟิค
(นับกันเลยทีเดียว) อย่างว่าเพราะติ๊กกี้ทำงานทำการไปแล้ว ไม่ค่อยว่างแต่งฟิคที่รักเหมือนแต่ก่อน
ซึ่งตอนนี้ที่แต่งเรื่องนี้ได้เพราะ ลอยน้ำกลับมาบ้านนอก กร๊ากกกก
เอาเป็นว่าขอให้ทุกคนมีความสุขกับฟิคเวิ้นเว้อของมันด้วยก็แล้วกันเนอะ
ยังรักเพื่อนผองในบ้านเสมอ
ลงช้าไปหนึ่งปต่ก็รักยูยะเสมอไม่เปลี่ยนแปลง
HAPPY BIRTH DAY OUR PRETTY BOY.
ป.ปลา & ล.ลิง ถ้ามีคำผิดก็ขออภัยด้วยนะคะ
edit @ 13 Nov 2011 11:13:43 by ♦TICKKIE♦
posted on 20 May 2010 07:45 by aitessy
เดิมที่ประเทศสยาม หรือประเทศไทยนี้ เคยเป็นเมืองที่มีแต่ความสงบล่มเย็นและมีศูนย์รวมจิตใจคือพระเจ้าอยู่หัว...
แต่มาวันนี้...อยากถามว่า ที่พวกมึงทำกันไปน่ะค่ะ
ทำเพื่ออะไรคะ เพื่อใคร และดีใจมั้ยที่บ้านเมืองวอดวาย
เผาแล้วได้อะไรขึ้นมาค่ะ เซ็นทรัลเวิร์ค เซ็นเตอร์วัน รถไฟฟ้ใต้ดินหัวลำโพง ตึกมาลีนนท์ สะพานเหลือง และศาลากลางในบางจังหวัด สิ่งที่เสื้อแดงได้รับคือความพอใจใช่มั้ยคะ แต่ผลที่ออกมาน่ะ
ประเทศชาติวอดวายเพราะพวกมีง
กล่าวหาคนอื่นชั่ว
แล้วที่ทำลายบ้านเมืองของตัวเองนี่ให้เรียกว่าอะไรดีค่ะ
เลว สามานย์ อัปรีย์ จัญไร...
เลวยิ่งกว่าสัตว์นรกขุมไหน
ด่าแค่นี้ยังคงไม่รู้สึกหรอกค่ะ เพราะพวกมึงมีแต่ความคิดเรื่องเงินที่ได้เพียงวันละไม่กี่พัน
ไอ้คนที่ตายไป 60-70 ของฝ่ายมึง ไม่ใช่ว่าไม่สงสาร เราสงสารนะคะ สงสารที่ต้องมาเสียชีวิตเพราะฟังคำพูดจากน้ำลายเน่าๆของคนที่คิดทำลายชาติ
สุดท้ายที่มันบอกว่าจะรับผิดชอบน่ะค่ะ มันแค่มามอบตัว...ส่วนบ้านเมืองชิบหายวายวอด มันคุ้มกันมั้ยคะ
อย่าหาว่าเราเป็นฝ่ายพันธมิตรเพราะนี่ก็ใม่ใ ไอ้ฝ่ายนั้นก็ทำสนามบินชิบหายมารอบนึงแล้ว แต่คนอื่นก็ยังมาเที่ยวกันได้
ถามจริงๆเถอะค่ะ คำว่า รักบ้านเมืองของพวกเมิงทั้งสองกลุ่ม นี่สะกดด้วยคำว่า รัก หรือ ลัก ค่ะ
ชั่วช้า เลวทราม
สิ่งที่ทำกันไปในวันนี้ รับรองค่ะ อีกไม่ช้าไม่นานมันจะสนองคืน ลองคิดดูสิคะถ้าใครที่เผาอะไรเอาไว้ แล้วอยู่ดีๆบ้านของตัวองบ้านมันวอดวายโดนไฟไหม้ไม่เหลือซาก ลูกหลานหมู่ญาติของมันติดอยู่ในอาคารสถานที่เหมือนกับคนทำงานที่ไม่รู้เรื่องที่ต้องเจอเหตุการณ์แบบนั้น แล้วมันจะรู้สึกว่า ความสูญเสียน่ะเป็นอย่างไร
โปรดอย่าให้คนชั่วที่มันอยู่ที่อื่น
มาทำให้ชาติชิบหาย
มันไม่มีปัญญาที่จะมารับผิดชอบอะไรหรอก
ไอ้ชั่วช้า ทรามยิ่งกว่า...(ไปเติมกันเอาเองเถอะค่ะ)
มันได้แค่แหกปากพูดแล้วดูชาติวอดวาย
ถ้าไม่อยากให้สยามเมืองยิ้ม
กลายเป็นสยามเมืองเลือด
หยุดเถอะค่ะ
พอสักที
.
.
.
หยุดทำลายชาติ
หยุดฆ่าพี่น้องตัวเอง
หยุดทำลายบ้านเมือง
posted on 27 Apr 2010 23:25 by aitessy in SHORTFIC
Title : Fluffy
Cast: Yamashita Tomohisa & Tegoshi Yuya
Type: Love
story, One
Shortfiction
พระเจ้า...ผมกลายเป็นคนแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่อยากให้เขาหันไปหาคนอื่น
อยากเก็บเขาไว้เพียงคนเดียว
และอยากบอกตลอดเวลาว่า
รัก...รักเหลือเกิน
แสงแดดอ่อนๆที่ส่องผ่านผ้าม่านของห้องในเมืองแออัดนั้นส่งผลให้ดวงตาของคนๆหนึ่งที่อยากประท้วงอากาศดีด้วยการนอนหลับต่อให้มันนานกว่านี้
และเพราะเสียงนกตัวน้อยที่ส่งเสียงขับร้องอยู่ในที่สุดก็ต้องพ่ายกับอิทธิพลทางธรรมชาติ
อุ่น...
ความรู้สึกนี้มันเกิดขึ้นตั้งแต่ยังไม่ลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ
และเมื่อเปลือกตานั้นเปิดขึ้น
สิ่งที่สะท้อนอยู่ในตาของผมคือปลายคางของคนๆหนึ่งและบริเวณหน้าผากของตัวเองที่มีลมอุ่นๆสม่ำเสมอหายใจคลอเคลียอยู่
ผมเอื้อมมือไปแตะต้องใบหน้าหล่อเข้มแผ่วเบาก่อนจะระบายรอยยิ้มจนเต็มแก้ม
เวลานี้เท่านั้นที่คนๆนี้เป็นของผม
เป็นของผมคนเดียวโดยที่ไม่มีใครได้เห็นมัน
ร่างกายของผมนั้นยังคงอยู่ในผ้าห่มอุ่นๆทั้งที่ปกติแล้วการห่มผ้าห่มแล้วนอนในห้องที่อุณหภูมิเย็นฉ่ำขนาดนี้มันทั้งเย็นและเหงา
แต่ในตอนนี้ผมหลับรู้สึกอบอุ่นไปทั่วทั้งกายและใจเมื่อทั้งร่างของผมถูกโอบกอดเอาไว้อย่างอบอุ่น
จนผมอดไม่ได้ที่จะซุกใบหน้ากับแผงอกกว้างที่ให้ความอบอุ่นกับผมไปครั้งหนึ่ง
“เช้าแล้วนะครับ...”ผมก็ต้องเอ่ยปากเรียกไปตามความจริงที่ปรากฏ
เขย่าต้นแขนสีคร้ามแดดเล็กน้อยจนคนตัวโตกว่าขยับตัวหยุกหยิกกอดรัดผมแน่นแต่กลับไม่รู้สึกถึงความอึดอัด
เค้าเอ่ยด้วยเสียงอู้อี้จนแทบไม่เหลือคราบของนักร้องคนดัง
“ขออีกสิบนาทีนะยูยะ”
น้ำเสียงออดอ้อนแบบนี้ไม่มีใครเกินเลยนะ
ผมนึกย้อนคนๆนี้ในใจแต่ความคิดทั้งหมดก็หยุดลงเมื่อใบหน้าของคนยามาชิตะคุงนั้นเยี่ยมหน้าลงมาซุกไซร้กับใบหน้าของผมเบาๆเหมือนกับลูกแมวคลอเคลียเจ้าของ
ปกติเค้ามักจะบอกว่าผมน่ะเหมือนลูกแมวจนน่าหมันเขี้ยว
แต่ผมว่าเค้ามากกว่าที่เหมือนกับลูกแมว
แต่เสียอยู่ที่ชอบเอาเปรียบนี่แหล่ะ
“ไม่ได้นะครับ”
“นะ...”แม้คนที่ส่งเสียงเอื่อยๆจะยังไม่ลืมตาขึ้นมาก็เถอะ
แต่ริมฝีปากของเขาก็แตะกับจมูกของผมเบาๆแล้วเลื่อนมาแตะที่ข้างแก้มจนผมอดหัวเราะออกมาไม่ได้
“ไม่เอาแล้วครับ
มันจั๊กจี้”สุดท้ายผมก็พลิกตัวลุกแล้วเท้าแขนกับฟูกทั้งสองข้างราวกับกักขังไม่ให้ร่างกายของคนที่อยู่ข้างล่างผมนั้นขยับเขยื้อนไปไหน
แต่แล้วมือของคนที่เนียนนั้นก็ยังสอดรั้งเข้ามาใต้เสื้อจนผมต้องสำเร็จโทษไปเพี้ยใหญ่
“โอ๊ย...เจ็บจังเด็กใจร้าย”
ผมว่าผมไม่ได้ทำอะไรให้เจ็บร้ายแรงหรอกครับ มีแต่คนตัวโตนี่แหล่ะที่โอดโอยเกินจริง
แถมใบหน้าของยามาชิตะคุงยังทำงอนเป็นเด็กๆแต่ก็ฉวยโอกาสคว้าตัวของผมลงไปกอดทั้งตัวจนได้
“คุณมันเจ้าเล่ห์ที่สุดเลย”ผมย่นจมูกใส่คนที่ปรือตามองผมเล็กน้อยก่อนจะได้จูบเบาๆที่หัวผากแทนการบ่งบอกว่าหมั่นเขี้ยวผมแล้วคลายอ้อมแขนให้ผมได้รับอิสระก่อนจะพลิกตัวหนีผมไปอีกด้าน
แต่ครั้งนี้มันดูนานเหลือเกิน
เค้าไม่แตะต้องตัวของผมอีกจนผมต้องชะโงกไปดูด้วยตาตัวเอง
และแล้วเจ้าชายของใครๆหลายๆคนก็เข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง
ผมเผลอยิ้มเล็กๆแล้วฝังจูบลงบนกลุ่มผมสีเข้มเบาๆเหมือนกับที่เขามักทำให้ผมอยู่เสมอก่อนจะเดินลงจากเตียงทิ้งให้สุดที่รักของแฟนคลับทั่วประเทศหลับใหลอยู่เพียงคนเดียว
.
.
.
.
.
.
“ไม่เอายามาชิตะคุง...”
“ทำไม...อย่าทำตัวเป็นเด็กน่ายูยะ”
“ผมไม่ชอบแครอทนี่”
“ถึงว่า
ได้ตัวแค่นี้”
“ยามาชิตะคุงอ่ะ”
ผมยังจำได้ดีถึงครั้งแรกที่ผมอยู่ที่นี่
ในมื้อหนึ่งยามาชิตะคุงกลายเป็นพ่อครัวกระทะเหล็กลงมือผัดข้าวผัดผลไม้รวมให้ทาน
ผมน่ะเป็นคนกินง่ายนะครับแต่แค่รู้สึกไม่ถูกโรคกับแครอทก็เท่านั้น
ครั้งนั้นข้าวผัดของเราออกไปทางไหม้เล็กๆเพราะความเอาแต่ใจของผมที่ไปยื้อแย่งการใส่แครอทลงไปในกระทะข้าวนั่น
และสุดท้ายก็ผมจำต้องยอมทานแครอทศัตรูตัวร้ายเพราะมีคนใจร้ายเอ่ยว่าถ้าไม่กินจะถูกทำโทษด้วยการจูบนี่แหล่ะ
เค้าทำแบบนี้จนผมเลิกเกลียดการกินแครอทเลยครับ
แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผมพูดได้เพียงแค่ว่า...ชอบเขา
ผมเลิกสนใจห้องครัวเดินไปเรื่อยๆจนถึงประตูห้องเปลี่ยนจากสลิปเปอร์เป็นรองเท้าคู่ถนัดเดินไปเรื่อยๆจนถึงลิฟต์ที่คอนโด
ห้องที่ยามาชิตะคุงซื้อไว้อยู่ที่ชั้นสามครับและห้องที่เค้าซื้อนั้นวิวดีมากๆเลยครับ
ผมมองไปรอบๆลิฟต์ที่มีผมอยู่เพียงแค่คนเดียว
ไม่รู้ว่าการทิ้งยามาชิตะคุงไว้ในห้องคนเดียวจะเป็นผลดีหรือเปล่า
แต่เห็นทำงานมาตั้งหลายวันแล้วผมก็ไม่อาจใจร้ายลากเค้าไปซื้อของด้วยได้หรอกครับ
.
.
.
.
.
สองมือของผมเต็มไปด้วยของใช้บางอย่างที่ผมเช็คมาตั้งแต่เมื่อคืนนี้
และอีกทั้งของสดบางชนิดที่เลือกจะเอามาประกอบเป็นมื้อเช้า
ไม่สิเรียกว่ามื้อสายมันถึงจะถูก
พอผมเปิดประตูห้องได้ใบหน้าของผมก็ร้อนวูบจนต้องรีบปิดประตูโดยทันที
จะอะไรนั่นเหรอครับก็เพราะมีคนไม่อายฟ้าอายดินใส่กางเกานอนมายืนนู้ดช่วงบนให้ได้อายกันแต่หัววัน
แต่ยังไม่ทันที่ผมจะขยับปากว่าเค้า
คนตัวสูงกว่าก็จ้องด้วยสายตาชนิดที่ว่าผมไปทำความผิดมาร้ายแรง
สองมือของเขาเอื้อมมือมารับของจากผมไปไว้ในมือเดียวอย่างรวดเร็วแล้วมือข้างที่ว่างก็เกี่ยวเอาเอวผมไปด้วย
“รู้ใช่มั้ยว่าทำอะไรผิด”
“ใครครับ
ใครทำผิด”
เค้าถอนหายใจเล็กน้อยแล้ววางของในมือลงกับโซฟาแล้วดึงเอาตัวของผมไปนั่งซ้อนบนตักของเค้ายังกับผมเป็นเด็ก
มือแข็งแรงที่รัดตัวผมอีก
ถ้าไม่พูดอะไรไปมันจะน่ากลัวมากกว่านี้คนที่เจ็บตัวต้องเป็นผมแน่ๆครับ
มันไม่ถึงตายหรอกครับ
แต่ผมจะโดนเค้าหาเรื่องทำโทษนี่สิ...-///-
“ผมแค่ไปซื้อของมาตุนไว้ครับ
ในห้องของมันจะหมดแล้วนะครับ”
“ทำไมไม่ปลุกฉัน”
“เห็นมั้ยว่าแชมพูในห้องน้ำก็หมดแล้ว
ผมก็ลง...”
“ตอบไม่ตรงคำถามนะยูยะ”
ชิ...น้ำเสียงดุๆแบบนี้ล่ะที่ผมไม่ชอบ
ก็แค่อยากทำตัวเองให้เป็นเด็กดีมีประโยชน์บ้างนี่น่าผมได้แต่หน้าบูด
ปากยื่นไม่ตอบอะไรจนสุดท้ายแล้วคุณหมอสุดหล่อของแฟนคลับก็ถอนหายใจเบาๆก่อนจะเอื้อมมือมาลูบหัวผมอีกครั้ง
“ไม่จำเป็นต้องเกรงใจฉันหรอกยูยะ
ฉันน่ะอยากมีเวลาอยู่กับยูยะนานๆไม่รู้หรือไง” เอาสิ...ผมก็คิดเหมือนกันนั่นล่ะ
อยากอยู่กับเค้านานๆมันจะดีกว่านี้มั้ยถ้าทั้งผมและตัวเค้าไม่ได้เป็นนักร้องนักแสดงแบบนี้
เพราะมันจะได้ทำให้เวลาที่ผมได้อยู่กับเค้ามันมากขึ้น
“รู้ครับ
แต่ผมไม่อยากกวนเวลานอนของคุณนี่” ว่าแล้วผมก็หันหน้าไปเผชิญกับหน้าของเค้า
ให้ตายสิ...ไม่รู้หรือไงว่าคนอื่นเค้าก็เขินเป็นเหมือนกันเวลาที่เห็นคนรักเปลือยช่วงบนแบบนี้
ซึ่งดูจากสายตาและรอยยิ้มกรุ่มกริ่มแล้วผมรู้เลยล่ะว่าลีดเดอร์วงนิวส์นั้นรู้ว่าผมคิดอะไร
“เขินทำไมล่ะยูยะ
เมื่อคืนนี้ก็เห็นมาทั้งตัวแล้วนะ”
คนบ้า...ผมได้แต่เก็บความอายนั้นไปลงกับฝ่ามือแทน
เสียงร้องโอดโอยของเค้าดังขึ้นยังกับผมเอามือไปปาดคอเค้าทั้งที่ผมแค่หยิกที่สีข้างของเค้าเท่านั้น
ยามาชิตะคุงเองก็คงหมั้นเขี้ยวผมอยู่มากถึงได้สำเร็จโทษด้วยการเลิกหน้าผากของผมก่อนที่จะดีดลงมาจนผมได้ร้องบ้าง
“ผมเจ็บนะ”
“เว่อร์แล้วยูยะ
ฉันดีดเบาๆนะ”
“ก็ผมเจ็บนี่”
“งั้นต้องโดนอีกที”
“ไม่เอา
ไม่เอา...” ผมพยายามดิ้นลงจากตักของเค้าจนแล้วจนรอดเค้าก็หาทางดีดหน้าผากผมอีกจนได้
คราวนี้มันไม่ใช่เจ็บเหมือนครั้งแรกหรอกครับ
แต่แก้มของผมนี่สิมันกับร้อนเอาดื้อๆ
ก็เค้าไม่ใช้มือดีดหน้าผากของผม
แต่เป็นริมฝีปากของเค้าต่างหากที่ดีด
และไม่รู้ผมไปกระตุกต่อมอะไรของยามาชิตะคุงเข้าเค้าถึงได้กดจูบกับแก้มของผมอีกครั้งก่อนจะเลิกคิ้วใส่ปานจะหาเรื่องกัน
นี่ถ้าผมไม่รักล่ะก็...หึ
รับรองไม่ได้มานั่งหล่อๆแบบนี้หรอกครับ
“ยูยะ...”
“ครับ”
“ดีจังเลยนะที่วันนี้เราว่างตรงกัน”
เขาพูดแบบนั้นค่อยๆเอื้อมมือมาเกลี่ยกับริมฝีปากของผมแผ่วเบาจนผมรู้สึกแก้มร้อนได้แต่แนบใบหน้าไหล่หนาๆแต่ผมรู้สึกได้ถึงเสียงหัวเราะเบาๆเมื่อผมเอ่ยบางอย่างออกไป
“ผมก็เหมือนกันครับ”
ผมแนบใบหน้าอยู่แบบนั้นแล้วหลับตาลงราวกับเด็กน้อยที่นอนอยู่ในอ้อมกอดของพ่อ
ผมน่ะเป็นคนที่ชอบการกอดครับ
เพราะพ่อกับแม่มักจะกอดผมแบบนี้เสมอๆแต่มันรู้สึกต่างกันตรงที่ว่าคนที่โอบกอดผมตอนนี้คือยามาชิตะ
โทโมฮิสะคนรักของผม
“ถ้าได้ไปไหนกันก็คงจะดีเนอะยูยะ”
ไปไหนด้วยกัน...คำนั้นมันหายไปจากสมองของผมนานแค่ไหนแล้วผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ
เพราะตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาก่อนจะมีงานร่วมกันในวงก็เกือบสามเดือนแล้วครับและก่อนหน้านั้น
ผมกับยามาชิตะคุงต่างคนก็ต่างมีละครที่ผู้จัดการจัดไว้ให้
เรียกได้ว่าเวลาว่างแทบจะไม่มีเลยครับ
“ยูยะ...นายจำตอนที่เราไปฮาวายได้มั้ย”
อยู่ดีๆเค้าก็ถามผมขึ้นมา
ถึงมันจะผ่านมาหลายปีแล้วก็ตามแต่ที่นั่นมันคือจุดเริ่มต้น
อาจจะไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่ผมกับยามาชิตะคุงได้เจอหรือพูดคุยกัน
แต่ที่นั่นคือจุดเปลี่ยนเพื่อนร่วมงานของผมกับเขา
.
.
.
.
.
.
.
“วันนี้ถ่ายรูปเสร็จแล้วยังมายืนให้ลมโกรกเล่นอีกหรือไง
เทโกชิ” ผมได้ยืนเสียงของใครคนหนึ่งที่พาหัวใจเต้นระรัวโดยไม่รู้ตัว
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่รู้สึกแบบนี้และระหว่างที่ผมคิดไปเรื่อยๆนั้นยามาชิตะคุงก็เดินเข้ามาจนถึงตัวของผมแล้ว
ผมได้แต่หัวเราะตอบไปก่อนจะหันไปมองพระอาทิตย์ที่กำลังยอแสงสวยงามราวกับมันไปเริงระบำกับทะเลยามเย็น
มันน้อยครั้งครับที่ผมจะได้เห็นวิวสวยๆแบบนี้
และมันดีกว่าเดิมที่ตอนนี้คนที่ยืนดูพระอาทิตย์ตกดินกับผมคือคนที่ผมปลื้มมากที่สุด
“ว่าแต่ผม
คุณเองก็เหมือนกันล่ะครับ...ระวังเป็นหวัดนะครับ”
“เป็นห่วงคนอื่นแบบนี้เสมอเลยนะเทโกชิ”
“คุณเองก็เหมือนกันนั่นแหล่ะครับ”
ผมตอบกลับคำพูดของเค้าไปอย่างกวนๆซึ่งมันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มบางๆก่อนจะเอื้อมมือมาโยกหัวผมเบาๆยังกับผมเป็นเด็กน้อย
แต่เค้าคงไม่รู้ว่าผมน่ะชอบครับ
ชอบที่เค้าเล่นกับผมแบบนี้
“ครึ่งปีที่เราไม่เจอกัน นายโตขึ้นมากเลยนะ
เทโกชิ” ใช่ครับ
ตั้งแต่วันที่พักงานพวกเราทุกคนก็ต่างแยกย้ายไปทำงานในฐานะของนักร้องในบริษัทแต่ไม่ได้อยู่ในนามของวง
และช่วงนั้นผมก็มีงานละครและยามาชิตะคุงก็มีงานรัดตัวจึงไม่แปลกที่เราไม่ได้เจอกัน
“ครับ...เหงาชะมัดเลยนะฮะ”
“นั่นสินะ...ว่าแต่
นายได้อ่านเมล์ของฉันบ้างมั้ย”
“อ่านสิครับ
ผมถึงได้รู้ไงว่าช่วงนี้คุณบ้าการกินมากแค่ไหน”
ผมได้แต่พูดเองหัวเราะเองจนคนข้างตัวถอนลมหายใจเล็กน้อย
นั่นมันไม่ใช่คำตอบของคำถามที่เค้าถามหรอกครับและผมเองก็รู้อยู่เหมือนกัน
มันเป็นอีเมล์ที่ส่งเช้าเครื่องของผมโดยตรงครับ
“นายไม่เคยตอบอะไรฉันไปมากกว่าคำขอบคุณเลยนะเทโกชิ”
“ก็มันน่าขอบคุณนี่ครับ”
“ฉันว่าฉันส่งไปมากกว่านั้นนะ เทโกชิ ยูยะ”
เค้าเรียกชื่อของผมเต็มยศเลยครับ
ผมเองก็ไม่ได้ทำความผิดอะไรแต่มันก็ไม่กล้าที่จะมองหน้าอีกฝ่ายอยู่ดีและที่สำคัญไอ้ก้อนเนื้อในอกผมนี่สิมันดันเต้นรัวดีนัก
“ฉันรู้ว่านายคิดว่าฉันคิดอะไรอยู่”
เอาอีกแล้วครับ...คำพูดของผมมันเหมือนใครเอามีดมาปักหลังของผม
และความเงียบที่มันก่อตัวขึ้นก็ไม่มีอะไรดีเลย
“ผมไม่รู้หรอกครับ
รู้แค่ว่ายามาชิตะคุงเอ็นดูผมเหมือนกับลูกวงคนอื่น”ผมได้แต่ไหลไปเรื่อยๆพร้อมกับมองไปยังทะเลกว้างๆแทนวิวของคนรูปหล่อที่ยืนมองไปยังทะเลกว้างเหมือนกัน
“แล้วไอ้เรียวจังนี่มันน่าเอ็นดูมั้ยล่ะ”
ผมหัวเราะเบาๆเมื่อนึกถึงบุคคลที่ยามาชิตะเอ่ยขึ้นมา
จะยกตัวอย่างก็น่าจะเอาที่ผมเองเออออไปด้วยสักหน่อยก็ไม่ได้
“ก็น่าเอ็นดูนะครับ”
ผมเอาแต่หัวเราะไม่หยุดเมื่อหลุดคำตอบนั้นไป
ก็เค้าอยากเล่นแบบนี้ก่อนเองและข้อความที่เค้าส่งมาในช่วงพักงานนั้นก็เช่นกันครับ
ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องงานของเค้าและการถามไถ่ทุกข์ของผมแต่ในคำเหล่านั้น...
เมื่อไหร่จะได้เจอกันอีก
คิดถึงนายนะ
เป็นเด็กดีหรือเปล่า
อยากได้ยินเสียงหัวเราะของนาย
อยากได้ยินเสียงร้องเพลง…อยากเจอ
หลับฝันดีและอีกหลายๆอย่าง
อะไรทำนองนี้ล่ะครับ
แต่ทุกครั้งที่ผมได้อ่านมันทำให้ผมรู้สึกคิดไปเองว่าเค้านั้นรู้สึกดีกับผมมากว่าเพื่อนร่วมงาน
แต่ในความเป็นจริงแล้วยามาชิตะคุงนั้นเป็นคนอ่อนโยนครับ
เค้าเป็นห่วงทุกคนดังนั้นข้อความแบบนี้อาจจะไม่ใช่เค้าคนเดียวก็ได้ที่ได้รับมัน
“งั้นไม่ต้องพูดถึงมันแล้วก็ได้นะ
ว่าแต่นายจะตอบฉันได้มั้ยกับเมล์ที่ฉันส่งให้ก่อนลงเครื่อง”
ดวงตาของผมเบิกกว้างไปกี่เท่าผมเองก็ไม่รู้หรอกครับ
ผมได้แต่เม้มปากตัวเองเบาๆไม่อยากจะเชื่อหูและสายตาที่เห็นข้อความอันนั้น
คบกับฉันนะ...
“ผมไม่เชื่อหรอกครับ
มันไม่ใช่วันที่ 1
เมษานะครับยามาชิตะคุง”ทีนี้ผมได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆในลำคอของยามาชิตะคุงก่อนที่ทั้งร่างของผมจะโดนแรงดึงเข้าไปหาเบาๆระยะของผมกับยามาชิตะคุงห่างกันไม่ถึงสามสิบเซนต์ด้วยซ้ำ
“ก็ไม่ใช่น่ะสิเด็กน้อย
อย่าลูกเล่นเลยนะเทโกชิ...คบกับฉันได้มั้ย”เค้าจะรู้หรือเปล่าว่าผมอายแค่ไหนกับคำพูดของเค้า
แถมยังมือของเค้าที่เกลี่ยกับแก้มของผมเบาๆนี่อีก สุดท้ายผมก็ไม่ได้ฝันไปคนเดียว
จากเด็กคนหนึ่งที่ได้แต่นั่งอยู่ตรงหน้าจอเพื่อดูยามาชิตะ
โทโมฮิสะดาวเด่นของวงการญี่ปุ่น
บัดนี้เค้าได้ก้าวไปยิ่งกว่าการเป็นพี่เป็นน้องกับคนตรงหน้า
ผมไม่รู้เลยว่าวันนั้นผมเขินแค่ไหนกับคำพูดของเค้า
ผมได้แต่พยักหน้าตอบรับไปเบาๆ
จนกลายเป็นความผูกพันที่มันล่วงเลยมาจนถึงทุกวันนี้
“จำได้สิครับ...ว่าแต่ผมคุณน่ะจำอะไรได้หรือเปล่าเถอะครับ”
คำพูดของผมอาจจะดูแรงไปบ้างแต่นั่นไม่ได้ทำให้คนที่ผมนั่งตักอยู่โกรธหรือว่าเคืองแต่อย่างใด
เค้ายกมือขึ้นลูบหลังของผมเบาๆยื่นหน้าเข้ามาหาผมแทบจะแนบชิดกัน
“ถึงจะเป็นวันที่เท่าไหร่แต่...
ฉันก็รักนายเหมือนเดิมนะ เทโกชิ ยูยะ”
“ผะ..ผะ ผม ผมก็เอ้ย...
รักคุณเหมือนกันครับ”
นี่ผมเป็นอีกแล้วครับ
ไม่ชอบเลยจริงๆเวลาที่ยามาชิตะคุงบอกรักอย่างนี้มันรู้สึกเขินครับหรือจะชอบดีก็ไม่รู้ครับเพราะทุกคำที่เค้าบอกผมนั่นหมายถึงว่าเค้ายังคงรักผมอยู่
และจะเป็นแบบนั้นในทุกๆคำพูด
ผมตอบเค้าได้ไม่เต็มคำแต่ผมกับซุกหน้ากับไหล่ของเค้าเหมือนเด็กๆแต่ยามาชิตะคุงที่เป็นแบบนี้ล่ะครับที่ผมพูดได้เต็มหัวใจว่า...ผมรักเค้า
“นายรู้ตัวมั้ยยูยะ
ว่านายเขินเหมือนกับวันนั้นเลยนะ”
“ฉันแกล้งผม...”ผมได้แต่มองยามาชิตะคุงคาดโทษ
แต่เพราะสายตาที่เค้ามองผมนี่สิครับทำเอาผมเองนี่แหล่ะที่ต้องใจอ่อนทุกที
จนสุดท้ายผมที่มองค้อนใส่เค้าก็ได้แต่ยิ้มบางๆและหาทางเพื่อจะได้ฤทธิ์ไปทำอาหารเช้าจริงๆ
“อย่าเพิ่งไปเลยนะยูยะ
ขออีก 5
นาที”
“เอ๊ะ...ทำไมเหรอครับ”
“ก็เรายังไม่ได้มอนิ่งคิสกันเลยนะยูยะ”
“อ่ะ...>///<”
THE
END (เหอะ)

ขอประทานโทษอย่างแรงกล้าที่ข้าพเจ้าหายไปนานหลายปีแสง
(เวอร์)...
ต้องขอโทษจริงๆนะคะ
หวังว่าคงจะสนุกกับฟิคของเรานะคะ
(ขอให้มีคนอ่านแก...)
สาธุ..........................